ถึงแม้ว่าเขาจะถือตนว่าเป็นเพียง ‘แค่ชายผู้หนึ่งที่ทำงานในโรงรถตัวเอง’ แต่ Greg Hageman ในความเป็นจริงแล้วเป็นนักสร้างรถมอเตอร์ไซค์คัสต้อมยอดฝีมือที่ได้รับการยอมรับและนับถือจากทางบริษัทแม่ Yamaha เป็นอย่างยิ่ง ด้วยผลงานที่เปี่ยมไปด้วยความสวยงามและปราณีตภายใต้ความเรียบง่าย ถึงขั้นที่ว่า Shun Miyazawa ผู้เป็นถึง Motorcycle Project Manager ของ Yamaha ได้กล่าวไว้ว่า Greg ได้แสดงถึงความสามารถในการคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ด้วยพื้นฐานของ Yamaha Virago ถึงขั้นที่ว่าเขาได้ก่อกำเนิดให้ Virago คัสต้อมกลายเป็นจำพวกรถคัสต้อมเฉพาะทางไปเลยทีเดียว

ในส่วนของ Hageman เองได้เริ่มทำงานกับรถ Yamaha ในช่วงต้นปี 2000 โดยคันแรกเป็น XS650 ที่เขาตกหลุมรักในความเรียบง่าย และเป็นการจุดประกายความคิดสร้างสรรค์และความหลงใหลของเขาในรถ Yamaha รุ่นเก่าๆ ซึ่งนับจากคันนั้นมาถึงทุกวันนี้เขาก็ได้สร้างผลงานรถคัสต้อมออกมาเป็นสิบๆ คันเลยทีเดียว

ซึ่งหนึ่งในนั้นได้แก่ Fast Father ซึ่งเป็นโปรเจ็กต์ที่ใช้ XS2 สภาพงามจากปี 1972 เป็นพื้นฐาน โดย Hageman ซื้อรถคันนี้มาด้วยความจงใจที่จะทำในแบบ Resto-Mod หรือเป็นการฟื้นฟูสภาพรถโดยเพิ่มเติมสมรรถนะที่โมเดิร์นเข้าไป ด้วยเหตุนี้แล้วเขาจึงเริ่มด้วยการส่งเครื่องยนต์ไป rebuilt กับ MikeXS ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเครื่องยนต์ Yamaha โดยได้มีการอัพเกรดเครื่องยนต์ด้วยคาบูร์ Mikuni VM34 และระบบจุดระเบิดไฟฟ้าของ Pamco พร้อมด้วยแบตเตอรี่ลิเธียมและระบบจ่ายไฟของ XSCharge ซึ่งทำให้สามารถใช้ระบบไฟ LED ได้

เมื่อส่วนของเครื่องยนต์เสร็จสิ้นแล้ว Hageman ได้หันมาอัพเดทในส่วนของแชสซีรถโดยใช้แผงหน้าทั้งชุดของ Yamaha R6 ช่วงต้นปี 2000 (ด้วยความตั้งใจที่จะคงไว้ซึ่งหน้าตาของโช้คประเภท telescopic fork เพื่อความคลาสสิค) และแปลงสวิงอาร์มอลูมิเนียมยี่ห้อ MotoLanna ที่เดิมทีออกแบบมาสำหรับ Yamaha SR500 ใส่ลงไปคู่กับโช้คหลังค่าย Hagon และในส่วนของล้อนั้นเขาได้เก็บดุมล้อเดิมแต่เปลี่ยนขอบและซี่ลวดเป็นของ Excel เพื่อให้สามารถใช้ยาง Shinko 705 ซึ่งเป็นยางเรเดียลโมเดิร์นได้ และท้ายที่สุดเมื่อพื้นฐานของรถทั้งหมดเข้าที่เขาได้ปิดงานคัสต้อมคันนี้ด้วยเบาะคัสต้อมและไมล์ GPS ของ Speedhut ที่มีความโมเดิร์นมากขึ้น

และเมื่อ Hageman ได้ข่าวว่า Yamaha จะนำ XSR700 เข้าสู่ตลาด US เขาจึงได้เสนอโปรเจ็กต์ไปให้ทาง Shun Miyazawa ผู้เป็น Motorcycle Project Manager ของทาง Yamaha ด้วยคอนเซ็ปต์ว่าจะสร้างเวอร์ชั่น Faster Son ด้วย XSR700 โดยใช้ Fast Father XS650 เป็นพื้นฐานนั่นเอง

สำหรับโปรเจ็กต์ในครั้งนี้แล้ว Hageman ยอมรับว่าสิ่งที่ยากที่สุดคือการตัดสินใจว่าจะเดินหน้าไปทางไหน ซึ่งเขากล่าวว่า..การสร้างรถคัสต้อมนั้นมักจะเจอความรู้สึกที่ว่ากำลังทำให้รถคันนี้ดีขึ้นจริงๆ เหรอ หรือว่าเพียงแค่ทำให้แตกต่างไปจากเดิม ซึ่ง Derek Brooks ผู้เป็น Product Line Manager ของ Yamaha ก็ได้พูดเพิ่มเติมในจุดนี้ว่าทาง Yamaha และ Hageman มีความคิดและอุดมคติที่คล้ายกันในการผสมผสานระหว่างยุคเก่าและใหม่ ซึ่งหนึ่งในจุดมุ่งหมายหลักของการทำ Faster Son นั้นไม่ใช่การสร้างรถโมเดิร์นคลาสสิคซะทีเดียว แต่คือการสร้างรถที่เปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีและสมรรถนะของยุคสมัยปัจจุบัน โดยยังคงไว้ซึ่งกลิ่นอายของยุคเก่า ซึ่งในมุมมองเขาแล้วนั่นคือจุดเด่นที่สุดของ XSR700 — การให้เกียรติต่ออดีตของ Yamaha ด้วยสมรรถณะยุคปัจจุบัน ซึ่ง Hageman ได้กล่าวเพิ่มเติมด้วยความเห็นชอบว่าด้วย XSR โปรเจ็กต์คันนี้ มันคือการนำเอาอะไรที่ใหม่และโมเดิร์นมาเชื่อมโยงเข้ากับอดีดและที่มาของมัน

ซึ่งในการสร้าง Faster Son คันนี้ทาง Yamaha และ Hageman ทั้งคู่มองว่ามันควรเป็นทั้งแรงบันดาลใจและอะไรที่สามารถเอื้อมถึงได้ — หรือเป็นรถที่ใครๆ ก็สามารถสร้างออกมาได้ด้วยตนเองในโรงรถของเขาโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งความช่วยเหลือจากอู่หรือค่ายคัสต้อมใดๆ ซึ่งในจุดนี้แล้ว XSR700 นับว่าเป็นรถที่สามารถนำมาคัสต้อมได้อย่างง่ายดาย ซึ่ง Greg กล่าวว่านอกจากตัวสเป็ครถจะพอดีและเหมาะสมแล้ว ตัวพื้นฐานรถเองยังง่ายดายต่อการต่อยอด สัมผัสแรกก็รู้เลยว่าสามารถแยกชิ้นส่วนทั้งคันแล้วสร้างทั้งหมดกลับขึ้นมาใหม่เป็นชิ้นงานคัสต้อม…แต่นั่นมันก็ผิดจุดประสงค์ สำหรับคันนี้แล้วเขามีความตั้งใจที่จะทำให้เรียบง่ายและดูสะอาดตายิ่งขึ้น โดยแต่งให้เป็นแรงบันดาลใจสำหรับลูกค้าในอนาคตของรถรุ่นนี้เสียมากกว่า

ด้วยพื้นฐานแต่เดิมที่โมเดิร์นของ XSR700 อยุ่แล้ว Hageman จึงมุ่งไปทางการปรับหน้าตารถทั้งสองให้ดูเข้ากันเสียมากกว่าปรับปรุงด้านสมรรถนะของรถ ซึ่งสิ่งแรกที่เขาลงมือทำได้แก่การใส่ยางหุ้มโช้คสไตล์เรโทรและเปลี่ยนชุดไฟหน้าให้เป็น LED ขนาด 7” พร้อมไฟเลี้ยวในตัวเพื่อให้เป็นคู่กันกับคัน XS2 Fast Father และในขณะเดียวกันก็ได้เปลี่ยนชุดแผงแฮนด์โดยใช้ฐานยึดที่เตี้ยกว่าจาก Yamaha Virago ควบคู่ไปกับแฮนด์บาร์ทรง Superbike จาก MikeXS ซึ่งเมื่อจัดตำแหน่งไมล์ใหม่ให้ต่ำลงและเลื่อนไปด้านหน้ายิ่งขึ้น พร้อมด้วยการเก็บรายละเอียดต่างๆ ให้ดูเป็นระเบียบและจัดทรงบังโคลนหน้าใหม่ ก็ส่งผลให้หน้าของรถนั้นดูต่ำและดุดันยิ่งขึ้น

ถัดมา Hageman ได้หันมาเริ่มงานที่ช่วงท้ายของตัวรถ โดยเปลี่ยนโครงเบาะเป็นประเภทเบาะเดี่ยวออพชั่นโรงงานของทาง Yamaha เองพร้อมด้วยแร็คหลัง รวมทั้งตัดเย็บส่วนเบาะใหม่เพื่อให้มีความคล้ายกับเบาะเดี่ยวทรงเดียวกันบนคัน XS2 และเช่นเดียวกับบังโคลนหน้าเขาก็ได้ดัดแปลงและจัดทรงบังโคลนหลังให้ดูผอมเรียวยิ่งขึ้น และเพื่อเพิ่มเติมความเรโทรเขาได้นำล้อเดิมโรงงานของคัน XSR ไปทำ powdercoat เป็นสีเงินเพื่อให้มีโทนสีที่เหมือนคัน XS2 ด้วย รวมทั้งใส่ยางเรเดียล Shinko ที่มีลายคล้ายๆ กัน ซึ่งตอนแรก Hageman กล่าวว่าเขาคิดจะใส่ล้อคัสต้อม แต่ในที่สุดตัดสินใจว่ามันไม่เหมาะสมกับคอนเซ็ปต์ของรถที่จะใส่ล้อราคา $3,000 ลงไปบนรถที่มีราคา $8,499 ซึ่งแน่นอนว่าคนส่วนมากคงจะไม่ลงทุนทำกัน โดยเขาเพิ่มเติมมาว่าการทำเช่นนั้นมันผิดต่อจุดประสงค์ของรถคันนี้ ซึ่งคือการสร้างแรงบันดาลใจที่ใครๆ ก็สามารถเอื้อมถึงและมีโอกาสนำไปทำเองได้

ทั้งนี้แล้วเขาจึงได้หันไปลงทุนในส่วนอื่นที่หลายๆ คนน่าจะให้ความสำคัญมากกว่า — Performance Part ที่ทุกคนต้องมีหรือท่อไอเสียนั่นเอง ซึ่งสำหรับคันนี้ Hageman ได้เลือกที่จะใช้ท่อของ Akrapovic เพื่อให้มีเสียงคำรามที่ดุดันขึ้นเวลาเปิดคันเร่ง และท้ายที่สุดแล้วสำหรับการ tie-in รถทั้งสองเข้าด้วยกันระหว่าง XS2 Fast Father และ XSR700 Faster Son ก็คือการทำสีนั่นเอง โดยได้เลือกใช้สีแดงปี 1972 เบอร์เดียวกันเป๊ะกับสีคัน XS2 ซึ่งช่างสีประจำตัวของเขา Moe Colors ได้ทำสีอย่างยอดเยี่ยมบนแผงข้างถังน้ำมันของ XSR และปิดท้ายด้วยการติดตรา Yamaha สไตล์เรโทรบนถังน้ำมันเพื่อเพิ่มความเชื่อมโยงระหว่าง ‘พ่อ’ และ ลูก’ ของรถสองคันนี้นั่นเอง

แล้วทางบริษัท Yamaha คิดอย่างไรกับผลงานนี้เหรอ? สิ่งแรกที่ Shun Miyazawa กล่าวคือ มันเป็นรถที่ขี่สนุกมาก และยิ่งไปกว่านั้นเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมที่ Greg Hageman ได้ให้เกียรติกับจิตวิญญานดั้งเดิมของ XS650 และนำมันมาลงบนพื้นฐานใหม่ มันไม่ใช่เพียงแค่การเลียนแบบดีไซน์ดั้งเดิม แต่ด้วยการทำความเข้าใจถึงตัวตนของ XS650 เขาได้นำมันเอามาตีความใหม่ใน XSR700 ได้อย่างลงตัว ถึงแม้ว่ามันจะโมเดิร์นกว่ามากแต่ก็ยังคงให้เกียรติบรรพบุรุษ และเป็นที่น่าชื่นชมอย่างยิ่งที่เขาสามารถหาจุดที่พอดีระหว่างความสนุกในการขับขี่และรากเหง้าจาก XS650 รุ่นพ่อ

ในส่วนของ Derek Brooks ได้กล่าวเพิ่มเติมว่าสิ่งโปรดของเขาในผลงานชิ้นนี้คือความบาลานซ์ของดีไซน์โดยรวม มันดูคล่องตัวและขับขี่ใช้งานได้จริงๆ เขาได้พบเห็นรถคัสต้อมมาเป็นพันๆ คันและบางคันถึงแม้ว่าจะดูสวยงามเป็นอย่างยิ่ง แต่เขาก็คงไม่เลือกที่จะขี่มันจริงๆ ในขณะที่ผลงานของ Hageman ชิ้นนี้ดูเหมือนจะร้องขอให้เอาออกไปขี่ในทุกโอกาส

แล้วความรู้สึกของผู้สร้างล่ะ? สำหรับ Hageman แล้วเขาบอกว่าเขาติดใจตั้งแต่ได้ขี่เป็นครั้งแรกเลย ด้วยความเรียบของเครื่องยนต์ กำลังและแรงบิดที่เหลือเฟือของมัน…บิดแล้วรู้สึกได้ถึงความอยากวิ่งของมันตลอด และมันคล่องตัวจริงๆ นอกจากนี้แล้ว Hageman เองยอมรับว่าเขาชอบคอนเซ็ปต์ของการใช้แผงปิดข้างถังน้ำมันเป็นแบบอะลูมิเนียมที่สามารถถอดสับเปลี่ยนได้ ซึ่งทำให้ง่ายต่อการถอดออกมาให้ช่างสีทำงานสีคัสต้อมลงไป แล้วซื้ออีกชุดนึงมาใส่เพื่อเปลี่ยนลุคได้อย่างง่ายๆ

และนอกจากนี้แล้วด้วยซับเฟรมหลังแบบ bolt-on ที่ใครๆ ก็สามารถถอดได้ง่ายๆ มันเหมือนเป็นการเปิดโลกคัสต้อมให้กับผู้ขี่ทั่วไปด้วยความง่ายดายในการถอดออกมาปรับแต่งรูปทรง หรือแม้แต่จะสร้างซับเฟรมอันใหม่ของตนเองขึ้นมาโดยใช้จุดยึดเดิม หรือจะถอดทิ้งก็ได้ จะหั่นบังโคลนหลังทิ้งก็ง่ายๆ การมีซับเฟรม bolt-on มันเปลี่ยนทุกอย่างไปเลยจริงๆ

Shun Miyazawa สรุปโปรเจ็กต์ Hageman คันนี้ได้อย่างลงตัว — สำหรับ XSR คันนี้พวกเราได้ย้อนกลับสู่รากฐานของ Yamaha Yard Built หลังจากที่ได้ร่วมงานกับนักคัสต้อมยอดฝีมือกว่า 40 คนที่ได้สร้างผลงานมากว่า 50 คันในระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา โปรเจ็กต์นี้เปรียบเสมือนการย้อนกลับสู่จุดเริ่มต้นและดึงเอาแรงบันดาลใจมาจากจุดนั้น การสร้างผลงานที่รู้สึกพิเศษและดูดีก็ไม่ได้จำเป็นจะต้องใช้เงินหรือเวลาจำนวนมากเสมอไป

Greg Hageman กล่าวปิดท้ายว่าเขาก็เป็นเพียงแค่ชายคนหนึ่งที่ทำงานในโรงรถตัวเอง และสำหรับบริษัทใหญ่อย่าง Yamaha ที่จะเห็นและให้ความสำคัญกับผลงานของเขานั้นถือว่าเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่เอาซะมากๆ เป็นที่น่าภูมิใจจริงๆ ที่ได้มีส่วนร่วมทำงานกับ Yamaha ใน Yard Built โปรเจ็กต์ครั้งนี้

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Hageman Cycles คลิกไปที่ www.hagemanmc.com

Source: Yamaha MotorsportsPipeburn
Story: Gunn Vroom Supavatanakul