ผ่านไปไวแค่ชั่วพริบตา ณ บัดนี้พวกเราก็ได้กลับมาพบกับงาน Motor Expo ประจำปีที่อาคาร Challenger Hall Impact เมืองทองธานีกันอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้มาพร้อมด้วยรถรุ่นใหม่สำหรับปี 2018 ที่น่าสนใจมากมาย ดังนั้นห้ามรอช้า! มาทำความรู้จักกับเหล่าบรรดารถดาวเด่นรุ่นใหม่จากต่างค่ายที่พวกเราทาง Shift UP Magazine คิดว่าน่าจับตามองภายในงาน Motor Expo 2017 นี้กันเถอะ และใครถูกใจคันไหนอย่าลืมไปสัมผัสตัวจริงแล้วจับจองกันภายในงานจนถึงวันที่ 11 ธันวาคมนี้!

Harley-Davidson

เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งค่ายดาวเด่นประจำงานเลยทีเดียวกับ Harley-Davidson ที่นำเอาไลน์ Softail 2018 ใหม่ที่ได้รับการพลิกโฉมใหม่ทั้งหมดมาแสดงภายในงาน ซึ่งสำหรับปี 2018 แล้วทาง Harley-Davidson ได้ยุบรุ่น Dyna (โช้คหลังคู่และแท่นเครื่องยาง) โดยเอาเหล่าบรรดารุ่นย่อยต่างๆ ของ Dyna มารวมเข้ากับไลน์ซีรี่ย์ Softail (โช้คหลังเดี่ยวแบบซ่อน เพื่อให้คงไว้ซึ่งภาพลักษณ์ของรถประเภท Hardtail ที่ไม่มีโช้คหลัง และแท่นเครื่องประเภท solid-mount) ที่ยังคงผลิตต่อทั้งหมด

ซึ่งการปฏิรูปสายการผลิตของ Harley-Davidson ในคราวนี้ก็นับว่าเป็นครั้งใหญ่สุดในประวัติศาษตร์ยุคใหม่ของบริษัทเลยก็ว่าได้ และนอกจากนี้ยังมีการนำเอาทัวริ่งรุ่นใหญ่ตกแต่งพิเศษอย่าง CVO (Custom Vehicle Operations) รุ่นต่างๆ ที่ใช้เครื่องยนต์บล็อคใหญ่ลูกใหม่ Milwaukee-Eight อันเป็นผลงานเครื่องยนต์ V-Twin ล่าสุดประจำค่ายมาจัดแสดงด้วยเช่นกัน 

H-D Milwaukee-Eight Engine Display
H-D Road Glide Special

สำหรับรถรุ่นใหม่ที่เปิดตัวในงาน ได้แก่ Fat bob, Street Bob, Breakout, Deluxe, Softail Slim, Fat Boy, Heritage Classic และ Low Rider ซึ่งล้วนแล้วเป็น Softail รุ่นพัฒนาล่าสุดสำหรับปี 2018 ทั้งนั้น และมีราคาเริ่มต้นที่ 999,000 บาท

H-D Road King Special
H-D Softail Breakout
H-D Softail Deluxe
H-D Softail Fat Bob
H-D Softail Fat Boy 114
H-D Softail Heritage Classic
H-D Softail Low Rider
H-D Softail Slim
H-D Softail Street Bob
H-D Street Glide Special

ในขณะเดียวกันทาง Harley-Davidson ก็ได้นำไลน์ CVO รถรุ่นพิเศษลิมิเต็ดประจำปีที่มีจำนวนการผลิตจำกัดและการตกแต่งและฟังก์ชั่นต่างๆ ที่เหนือชั้น เช่น ระบบการสื่อสารไร้สายทั้งระหว่างรถคันอื่นๆ และผู้ขี่กับผู้โดยสาร CVO ทั้งหมดมี 3 รุ่นให้เลือก ได้แก่ Street Glide, CVO Road Glide, CVO Road Limited ราคาเริ่มต้นที่ 2,876,000 บาท

H-D CVO Limited
H-D CVO Street Glide

Ducati

สำหรับค่าย Ducati แล้วไฮไลท์ประจำงานนี้ยังไงก็คงไม่พ้น Panigale V4 และ V4S ซึ่งเปิดตัวมาพร้อมด้วยการเปิดตำนานซูเปอร์ไบค์ใหม่สำหรับค่ายสูบวี 90 องศาในตำนาน ซึ่งคราวนี้มาพร้อมด้วยขุมพลัง 4 สูบวี 214 แรงม้าที่ได้ถูกออกแบบสร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมด โดยอ้างอิงจากการพัฒนารถแข่ง Moto GP โดยตรง

ซึ่งนับได้ว่า Panigale V4 คันใหม่นี้เปรียบเป็นที่สุดแห่งรถแข่งที่สามารถออกมาโลดแล่นได้บนท้องถนนเลยทีเดียว และแน่นอนว่าระบบตัวช่วยต่างๆ ของคันใหม่นี้อยู่ในระดับชั้นนำของวงการมอเตอร์ไซค์เป็นอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นระบบ Cornering ABS, Traction Control, Wheelie Control, Slide Control หรือจะแม้แต่ Engine Brake Control

ถึงแม้ว่าจะได้รับการเปลี่ยนแปลงมากมาย แต่ Ducati ก็ยังคงไว้ซึ่งรูปทรงอันสวยงามและเป็นเอกลักษณ์ของ Panigale รุ่นก่อนไว้บน V4 คันใหม่นี้ได้เป็นอย่างดี โดยที่ยังสามารถเพิ่มเติมรายละเอียดใหม่ๆ ที่ดึงดูดสายตาเข้าไปเช่นกัน Panigale V4 มีราคาเริ่มต้นโปรโมชั่นพิเศษเพียงในงานเท่านั้นที่ 949,000 บาท ในขณะที่รุ่น Panigale V4S อยู่ที่ 1,149,000 บาท

นอกจากจะรถสปอร์ตระดับชั้นนำแล้ว Ducati ก็ไม่ละเว้นสายเรโทรทั้งหลาย สาวกแบรนด์ย่อย Ducati Scrambler ซึ่งสำหรับงาน Motor Expo 2017 ในครั้งนี้ได้นำเอา Scrambler Icon ชุดสีพิเศษสไตล์วินเทจมาเปิดตัวซึ่งมีชื่อว่า Scrambler Icon Mach 2.0 ซึ่งชุดสีดังกล่าวได้มีการออกแบบร่วมกับ Roland Sands แห่ง Roland Sands Design (RSD) นักออกแบบและผู้สร้างรถคัสต้อมชื่อดังระดับโลกจากรัฐแคลิฟอร์เนีย

โดย Scrambler Icon Mach 2.0 คันนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหมวกกันน็อค Bell Cross Idol อันเป็นคอลเล็กชั่นหมวกของ Ducati Scrambler ประจำปี 2017 โดยมีลวดลายและสีสันที่ถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกของบรรยากาศฝั่งตะวันตกในยุคปี 70 ได้อย่างเต็มเปี่ยม ยิ่งด้วยแฮนด์บาร์ของรถที่มีทรงเตี้ยและกว้างทำให้สื่อถึงภาพลักษณ์ของรถประเภท Flat Track ได้อย่างดีเยี่ยม

สำหรับ Scrambler Icon Mach 2.0 คันนี้มาพร้อมท่อออกข้างปากคู่กระบอกดำประเภทเดียวกันกับของ Scrambler Cafe Racer และจำหน่ายพร้อมหมวกกันน็อกรุ่น Bell Cross Idol ที่ราคา 419,000 บาท

Kawasaki

ค่ายยักษ์เขียวในงานครั้งนี้ยกทัพโมเดิร์นคลาสสิครุ่นใหม่มายึดหัวหาดอย่างเต็มพิกัด ด้วยทั้ง Z900RS และ Z900RS Cafe Racer สำหรับไลน์ Z และในส่วนของซีรี่ย์ W ได้นำ W175, W175 SE และ W250 (หรือที่รู้จักกันในชื่อ Estrella ที่ประเทศญี่ปุ่นนั่นเอง) มาเปิดตัวภายในงาน

โดยในส่วนของ Z900RS และ Z900RS Cafe Racer เราได้กล่าวถึงไปแล้วมากพอสมควร เนื่องจากเป็นหนึ่งในรุ่นโมเดิร์นคลาสสิคประจำปีที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับสองรุ่นนี้สามารถอ่านได้ที่นี่

Kawasaki Z900RS

ภายในงานนี้ได้จัดแสดงรุ่น Z900RS SE ชุดสีพิเศษอันเป็นสีเอกลักษณ์ของ Z2 และรุ่น Z900RS Cafe Racer สีเขียว-ขาวสไตล์รถแข่งวินเทจประจำค่าย ถึงแม้ว่า Z900RS รุ่นสีธรรมดา (ดำ-เขียวด้าน) จะไม่นำมาจัดแสดงแต่ก็สามารถสั่งซื้อได้ โดยราคาของ Z900RS อยู่ที่ 485,000 บาท ในขณะที่รุ่น Z900RS SE อยู่ที่ 499,000 บาท ส่วน Z900RS Cafe Racer มีราคาอยู่ 505,000 บาท

Kawasaki Z900RS
Kawasaki Z900RS
Kawasaki Z900RS Cafe Racer
Kawasaki Z900RS Cafe Racer

ในส่วนของ ซีรี่ย์ W รุ่นเล็กที่หลายคนตั้งหน้าตั้งตารอคอย ในที่สุดทาง Kawasaki ก็ได้นำเข้ามาเปิดตัวภายในงาน Motor Expo 2017 นี้โดยนำมาทั้งหมดสามรุ่นด้วยกันเลยทีเดียว เช่นเดียวกับรุ่น Z ถึงแม้ว่าจะไม่มีรุ่น W175 ธรรมดามาแสดงในงาน แต่ก็สามารถสั่งจองรถกันได้ด้วยเช่นกัน

โดยในส่วนของ W175 ได้มีการจัดแสดงภายในงานเป็นรุ่น W175 SE ควบคู่กับ W250 อันเป็นที่รู้จักกันอยู่แล้วในนามว่า Estrella ซึ่งเป็นรถนำเข้าโดยตรงทั้งคันมาจากญี่ปุ่น สำหรับค่าตัวนั้น W175 รุ่น Standard อยู่ที่ 83,000 บาท ส่วน W175 SE อยู่ที่ 86,000 บาท ในขณะที่ W250 อยู่ที่ 220,000 บาท

Kawasaki W single-cylinder-series
Kawasaki W175SE

Kawasaki W250_Estrella

Triumph

ในส่วนของค่ายยักษ์ใหญ่เจ้าแห่งโมเดิร์นคลาสสิคอย่าง Triumph นั้นถึงแม้ว่าจะได้เปิดตัว Speedmaster รุ่นใหม่อย่างอลังการไปแล้วเรียบร้อย แต่ก็ยังได้นำมาจัดแสดงโดยจัดมาจอดคู่กันกับ Bobber Black อันเป็น Triumph Bobber รุ่นใหม่ล่าสุดที่ได้เพิ่มความเข้มและดุดันด้วยสีดำด้านทั้งคันและไฟหน้าดวงใหม่ รวมทั้งได้รับการอัพเกรดเบรคหน้าเป็นจานคู่ด้วย โดย Bobber Black คันใหม่นี้มีค่าตัวอยู่ที่ 625,000 บาท

Triumph Bobber Black

Moto Guzzi

ใครที่เดินผ่านบูธของเครือ Motoplex คงไม่พลาดที่จะสังเกตุ Moto Guzzi ครุยเซอร์คันมหึมาสุดอลังการที่จอดดึงดูดสายตาอยู่ด้านหน้า รถที่เต็มไปด้วยเอกลักษณ์และคาแร็คเตอร์คันนี้มีชื่อว่า MGX21 โดยเป็นรถครุยเซอร์สายทัวริ่งสุดพิเศษที่ใช้พื้นฐานมาจาก Audace ซึ่งมีเครื่องยนต์ 2 สูบวีวางขวาง ขับเคลื่อนด้วยเพลาอันเป็นเอกลักษณ์ประจำค่ายเก่าแก่สัญชาติอิตาเลียนนี้

ซึ่ง MGX21 คันนี้นอกจากจะดึงสายตาด้วยรูปทรงเส้นสายอันโฉบเฉี่ยวไม่เหมือนใครของมันแล้ว ยังโดดเด่นไปด้วยลายคาร์บอนไฟเบอร์เปลือยมากมายทั่วตัวรถ แม้กระทั่งบนล้อและถังน้ำมัน นับว่าเป็นรถที่เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับใครที่รักความแตกต่างและต้องการดึงดูดทุกสายตาในทุกที่ที่ไป MGX21 คันนี้มีราคาอยู่ที่ 1,545,000 บาท

Moto Guzzi MGX21

Vespa

ทาง Vespa ค่ายสกุ๊ตเตอร์ยักษ์ใหญ่สัญชาติอิตาเลียนที่อยู่ภายในเครือ Motoplex เองก็ไม่น้อยหน้าเช่นกัน โดยมีการนำเอารุ่นต่างๆ ตั้งแต่ 125cc รุ่นเล็กจนถึง 300cc รุ่นใหญ่มาจัดแสดงภายในงาน แต่ทว่ารถคันที่ดึงดูดทุกสายตาแล้วดูเป็นพิเศษเยี่ยงรถคอนเซ็ปยังไงก็คงไม่พ้น Vespa 946 RED อันเป็นรถลิมิเต็ดรุ่นพิเศษที่เปี่ยมไปด้วยความเป็นศิลปะ ซึ่งเป็นผลงานร่วมกันระหว่างทางบริษัท Vespa และองค์กร RED ที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือองค์กรต่างๆ ซึ่งต้านภัยโรคเอดส์ วัณโรค และมาลาเรีย

Vespa 946 RED คันนี้เปรียบเสมือนตัวแทนในโลกยานยนต์อย่างเป็นทางการขององค์กร RED เลยทีเดียว โดยเป็นพรีเมี่ยมสกุ๊ตเตอร์ดั่ง Vespa 946 รุ่นลิมิเต็ดที่ได้เปิดตัวขายด้วยจำนวนจำกัดไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่ได้รับการออกแบบใหม่ให้เป็นสีแดงทั่วทั้งคันเพื่อสะท้อนถึงชื่อและสัญลักษณ์องค์กร ซึ่งนอกจากจะมีความพิเศษด้านดีไซน์แล้ว วัสดุที่ใช้ในการผลิตยังมีความพรีเมี่ยมและทนทาน โดยมีโครงสร้างหลักที่ทำมาจากเหล็กกล้าและอะลูมิเนียม สำหรับงานศิลป์สองล้อชิ้นนี้มีราคาอยู่ที่ 599,000 บาท

Vespa 946 RED

KTM

สำหรับค่ายสีส้ม KTM ในครั้งนี้ได้นำเอา RC390 รุ่นล่าสุดมาจัดแสดงเป็นแพ็คคู่กับ Duke 390 รุ่นใหม่ที่เพิ่งได้เปิดตัวไปก่อนหน้างาน Motor Expo เพียงไม่กี่วัน โดย RC390 คันใหม่ถึงจะเป็นการปรับแต่งเพิ่มเติมมาจากรุ่นก่อนแต่ก็เรียกว่าถอดแบบมาจากรถ Moto 3 เลยก็ว่าได้

โดยสำหรับรุ่นใหม่ปี 2018 นี้ได้มีการจัดเก็บสายไฟต่างๆให้มีระเบียบยิ่งขึ้นและเพิ่มคันเร่งไฟฟ้าเพื่อการตอบสนองที่ละเอียดยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังได้มีการขยายจานเบรคหน้าอีก 20mm เป็น 320mm ที่มาคู่กับคาลิปเปอร์เบรค 4 pot radial ของ Brembo และย้ายท่อไอเสียจากใต้ท้องรถเป็นด้านข้างแบบมาตรฐานทั่วไป สำหรับ RC390 รุ่นล่าสุดนี้ค่าตัวอยู่ที่ 204,900 บาท

KTM RC390
KTM Duke 390

Royal Enfield

ในส่วนของค่ายสุดคลาสสิค Royal Enfield ได้นำเอารุ่น Classic 500 สีใหม่มาเปิดตัว 2 รุ่น ได้แก่สีเงินด้าน (Royal Enfield Classic Gunmetal Grey) และสีดำด้าน (Royal Enfield Classic Stealth Black) ซึ่งทั้งคู่นี้ไม่ต่างจาก Classic 500 รุ่นทั่วไป แต่มาพร้อมชุดสีใหม่เอี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยมีราคาอยู่ที่ 196,800 บาท

Royal Enfield Classic Stealth Black
Royal Enfield Classic Gunmetal Grey

และนอกจากนี้แล้วยังได้นำ Himalayan มาจัดแสดงพร้อมเปิดราคาด้วยเช่นกัน โดยมีให้เลือก 2 รุ่นได้แก่รุ่น Himalayan Street Edition ที่ราคาเพียง 169,800 บาท และ Himalayan Touring Edition ที่มาพร้อมปี๊ปครบเซ็ทในราคา 186,300 บาท

Yamaha

สุดท้ายแล้วค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง Yamaha ก็ไม่ยอมน้อยหน้าคู่แข่ง จัดนำไลน์ Sports Heritage รุ่นใหม่ล่าสุดมาแสดงภายในงาน ได้แก่ SCR950 และ XSR700 โดยทั้งสองคันนี้เราเคยกล่าวถึงไปเมื่อก่อนหน้านี้แล้วในฐานะสองรุ่นใหม่ล่าสุดของครอบครัว Sports Heritage

Yamaha SCR950
Yamaha XSR700

ต่างคันล้วนแล้วมีเอกลักษณ์และตัวตนที่ชัดเจนและไม่เหมือนใคร ไม่ว่าจะเป็น XSR700 สไตล์ Neo-Retro หรือ SCR950 ที่นำเอา Bolt มาแปลงเป็น Scrambler สุดเท่ที่เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญานแห่งยุคสมัยก่อกำเนิด Scrambler และนอกจากนี้แล้ว Yamaha ยังนำเอารุ่นพี่อย่าง XSR900 (insert link to XSR900 review) มาจัดแสดงร่วมกันด้วย เรียกได้ว่ายกครอบครัว Sports Heritage มาจนเกือบจะครบหมดทุกสมาชิกเลยทีเดียว! สำหรับ XSR700 มีค่าตัวอยู่ที่ 339,000 บาท ส่วน SCR950 ราคาอยู่ที่ 439,000 บาท

สำหรับงาน Motor Expo 2017 นี้มีรถมากมายหลายรุ่นเลยทีเดียวที่ดึงดูดสายตาไม่แพ้สาวๆ ของบูธค่ายต่างๆ ใครถูกใจคันไหน ค่ายไหน ก็อย่าลืมแวะไปเยี่ยมเยียนบูธประจำค่ายดังกล่าว และจับจองรถในฝันของคุณด้วยล่ะ! แล้วเจอกันในงาน Motor Expo 2017 ณ Challenger Hall Impact เมืองทองธานี!

Story: Gunn Vroom Supavatanakul
Photo: Pe Chuenchoophol