ในยุคที่คลื่นความวินเทจกลับมาถาโถมอย่างบ้าคลั่ง หนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ต่างตบเท้าเข้าร้านบาร์เบอร์มุมตึก กันแบบหัวกระไดไม่แห้ง (ชนิดที่ร้านซาลอนหรูๆ ตามห้างค้อนขวับ!) พร้อมกับทรงผมย้อนยุคอย่าง Scumbag Boogie หรือ Slicked Back จากยุคคุณตา ที่อยู่ๆ ก็กลายมาเป็นทรงสุดฮอตของหนุ่มเจนวายทั่วโลกได้อีกครั้ง

วันนี้ Shift UP มีนัดกับ โอกุ้ย – อุดมเกียรติ ธงรัตน และ คิว – สุมานชัย มานะชนม์ สองช่างผมคิวทองแห่ง Three Brothers Barber Shop เราอยากจับเข่าคุยกับพวกเขาถึงกระแสวินเทจที่แพร่กระจายไปทุกหัวระแหง รวมถึงวัฒนธรรมบาร์เบอร์ยุคใหม่ที่มีสีสันและไดนามิกเหลือเกิน

เรื่องเล่าของบาร์เบอร์สามพี่น้อง

โอกุ้ยและคิวชวนเรานั่งคุยที่ม้านั่งหน้าร้านในเวลาสายๆ ของวันทำงานวันหนึ่งเพื่อจะพาเราท่องไปบนถนนแห่งความหลังครั้งเก่า …เมื่อห้าปีก่อนร้านบาร์เบอร์เล็กๆ นาม Three Brothers Barber Shop แห่งนี้เปิดตัวขึ้นบนความฝันของหนุ่มห้าวสามคนที่มีความหลงใหลในเรื่องเดียวกัน “ตอนนั้นเราสามคนคือผม คิว และแบงค์ (หุ้นส่วนอีกคนที่แยกตัวไป) ยังไม่ได้คิดว่านี่จะเป็นสิ่งที่พาชีวิตเรามาขนาดนี้ได้ เราแค่สนุกกับการตัดผม ชอบทำสไตล์ลิ่ง แต่ทำไปทำมา Three Brothers Barber Shop ก็โตมาจนเข้าขวบปีที่ห้าแล้ว”

แม้พี่น้องคนหนึ่งจะแยกทางไปก่อนหน้านี้ แต่โอกุ้ยกับคิวก็ยังคงเก็บชื่อ Three Brothers ไว้เหมือนเดิม ด้วยเพราะรู้สึกว่ามันก็ยังสื่อถึงตัวตนของพวกเขาได้ไม่แปรเปลี่ยน…

“To Live Like Brothers คือวลีที่อธิบายถึงบาร์เบอร์แห่งนี้ได้ดีที่สุด
นั่นคือจุดเริ่มต้นของเรา”

ชายหนุ่มร่างเล็กผู้พี่บอกกับเราว่าจุดเปลี่ยนที่ทำให้ชีวิตของเขาได้เริ่มสัมผัสกับกรรไกรและแบตเตอเรี่ยนก็คือช่วงวัยที่เขาถูกส่งไปโรงเรียนประจำที่อินเดีย “เรื่องมันมีอยู่ว่าในยุคนั้นเด็กอินเดียเขาไม่ตัดผมกันครับ เขาไว้ผมยาว นักเรียนเอเชียชาติอื่นๆ ก็เลยต้องตัดผมกันเอง ผมก็ลองตัดให้เพื่อนดู ปรากฏว่าออกมาใช้ได้แฮะ (หัวเราะ) จากนั้นก็เลยกลายเป็นช่างประจำของทุกคนไปเลยตลอดหนึ่งปี” โอกุ้ยย้อนเล่าขำๆ ถึงการเริ่มต้นชีวิตช่างผมสมัครเล่นมาตั้งแต่สมัยมัธยมต้น

แต่หลังจากหนึ่งปีนั้น เขาก็หนีออกจากโรงเรียนประจำที่อินเดีย (ฮา) โอกุ้ยได้กลับมาเรียนต่อที่เมืองไทยสมใจนึกพร้อมนำความภาคภูมิใจเรื่องฝีมือการตัดผมมาป่าวประกาศบอกเพื่อน โชคดีว่าก็มีคนเชื่อ! ทำให้เขามีโอกาสได้ฝึกฝีมือมาเรื่อยๆ ตั้งแต่อยู่ชั้นมัธยมปลาย จนกระทั่งถึงปีสุดท้ายก่อนจบมหาวิทยาลัยที่ชายหนุ่มตัดสินใจไปสมัครเรียนวิชาตัดผมแบบจริงจังอีกครั้ง “ผมเกือบเรียนไม่จบน่ะครับ ดันไปตั้งวงเล่นดนตรีกลางคืนกับเพื่อน ซึ่งพอเราหาเงินได้เองมันก็ติดใจ แต่มาคิดดูแล้ว ค่อนข้างชัวร์ว่าถ้าเล่นดนตรีต่อไปคงเรียนไม่จบแน่”

โอกุ้ยบอกว่าเขาจึงคิดหาวิธีสร้างรายได้แบบใหม่ โดยไปสมัครเรียนตัดผมเพื่อเพิ่มทักษะ “แต่ตอนนั้นก็ยังไม่คิดจะยึดเป็นอาชีพหลักนะ แค่อยากหาตังค์ใช้เฉยๆ” ชายหนุ่มย้อนเล่าเสียยาวถึงเส้นทางชีวิตของตน

เราหันไปถามหนุ่มร่างสูงที่อายุน้อยกว่าดูบ้าง เส้นทางสู่อาชีพช่างตัดผมของคิวดูจะตรงไปตรงมากว่าพี่ชายต่างสายเลือดของเขาพอสมควร “ผมเป็นลูกช่างครับ” คิวบอกยิ้มๆ “พ่อเป็นช่างไฟและเป็นครูสอนวิชาช่างที่เทคนิคดอนเมือง “สมัยวัยรุ่นพ่อบอกผมว่าถ้าลูกไม่รู้จะทำอะไรก็ให้ไปเรียนวิชาช่าง ช่างอะไรก็ได้ เรียนไปเถอะ (หัวเราะ) ผมบอกไม่รู้สิ ผมไม่ได้อยากเรียนอะไรเลย อยากเล่นเกมเล่นกีฬาไปวันๆ ตามประสาวัยรุ่น” แล้วอยู่ๆ วันหนึ่งพ่อของคิวก็พาเขาไปสมัครเรียนตัดผมแบบไม่ทันตั้งตัว แถมลงทุนจ้างเขาวันละสองร้อยให้ไปเรียนซะด้วย “ผมก็เอาสิครับ (หัวเราะ) รับจ้างเรียน ก็เรียนตัดผมมาเรื่อยตั้งแต่ปิดเทอม ม.ปลาย จนกระทั่งอยู่มหาวิทยาลัยปีหนึ่ง”

“ช่วงนั้นเพื่อนๆ เขาเริ่มหางานพาร์ทไทม์กัน ผมก็อยากทำงานบ้าง วันหนึ่งเดินผ่านร้าน Never Say Cutz ที่ทองหล่อ ผมก็วัดดวงเลย เดินเข้าไปสมัครดื้อๆ ถามว่าเขารับสมัครช่างผมไหม ไปช่วยเขากวาดพื้นก่อนด้วยนะ ประคบประหงมเขาเต็มที่” คิวเล่าเคล้าเสียงหัวเราะ จนวันหนึ่งที่ Never Say Cutz มีแผนจะเปิดร้านที่สองที่สยามสแควร์ คิวผู้เฝ้าคอยความหวังก็ได้รับโอกาสนั้น ตอนนั้นเขาอายุเพียงแค่ 18 ปี เรียกว่าเป็นช่างผมบาร์เบอร์ที่ละอ่อนกว่ามาตรฐานมาก หนุ่มน้อยหน้ามนกระซิบบอกเราว่าตอนนั้นแม้จะรู้ว่าเป็นงานที่หนักเอาการสำหรับชีวิตนักศึกษาปีหนึ่ง แต่เขาก็เลือกที่จะเกี่ยวประสบการณ์และความท้าทายนั้นไว้ “ผมว่าดีกว่าเราไปรับจ๊อบตัดผมแบบจุ๊บจิ๊บเก็บเงินค่าขนม เพราะเชื่อลึกๆ ว่างานที่ร้านแบบ Never Say Cutz มันจะพาเราให้พัฒนาก้าวหน้ากว่าในอนาคต”

เริ่มด้วยกันในวันที่ลงตัว

คิวได้พบกับโอกุ้ยโดยบังเอิญที่สยามสแควร์ วันนั้นเป็นวันที่โอกุ้ยมาตัดผมกับช่างอีกคนหนึ่งในร้านที่เขาทำงานอยู่ “ผมเคยเห็นพี่กุ้ยมาก่อนแล้วครับ จากในหนังสือ Cheeze Looker ที่มีรูปพี่กุ้ยลงบ่อยๆ คือเขาแต่งตัวเจ๋งไง ผมก็มองว่าพี่เขาเท่มาก คิดว่าเขาเป็นช่างผมมือโปรแล้วด้วยนะ มโนไปเองจากที่เห็นในนิตยสาร แล้ววันนั้นเขามานั่งตัดผมติดกับผมเลย …ผมคิดหนักมากเลยนะว่าจะคุยอะไรกับพี่เขาดี” (หัวเราะ) แต่สุดท้ายก็ได้แค่มองกันไปมาจนกระทั่งวันถัดมาที่คิวออกมาเดินเล่นในสยามแล้วเจอโอกุ้ยรับคำท้าตัดผมให้เพื่อนอยู่หน้าร้านเสื้อผ้าร้านหนึ่ง

“ผมไปยืนมองพี่โอกุ้ยตัดผมอยู่พักหนึ่ง ถึงรู้ว่าอ้าว…มือใหม่นี่หว่า! (หัวเราะ) ดูกรรไกรขาทองที่ใช้ก็รู้ว่าเพิ่งเริ่มตัด วันนั้นผมเลยมีความกล้าที่จะเดินเข้าไปคุยกับพี่เขา เราก็ค่อยๆ สนิทกันมาตั้งแต่วันนั้น”

คิวตัดสินใจชวนโอกุ้ย (และหุ้นส่วนอีกคน) เปิดร้านในเวลาต่อมา โดยเขานำไอเดียของร้านบาร์เบอร์ตามรถไฟใต้ดินในประเทศญี่ปุ่นมานำเสนอ โอกุ้ยเกริ่นนำก่อนว่า “เพราะคิวเขาเคยไปเรียนภาษาที่ญี่ปุ่นอยู่สามเดือนครับ แล้วเขามาบอกเราว่าที่ญี่ปุ่นน่ะชอบมีร้านเจ๋งๆ อยู่ใต้ดิน” คิวรีบเสริมว่า “ซึ่งตอนนั้นเมืองไทยยังไม่มีไงครับ ค่าเช่าต่างๆ มันก็ยังถูก ร้านแรกของเราค่าเช่าเดือนละแค่ 6,000 บาท มันเลยเป็นโลเคชั่นที่ตรงสเป็กผมมาก และผมเชื่อว่าวันหนึ่งข้างหน้าเทรนด์มันก็จะตามมาเอง”

“เมื่อห้าหกปีก่อนร้านบาร์เบอร์คือซบเซามาก
ไม่ได้มีซีนที่สนุกสนานแบบทุกวันนี้นะครับ
ตอนเปิดใหม่ๆ เรายังลุ้นกันแทบตายว่าจะรอดมั้ย”

แต่ด้วยวัยที่ยังพร้อมลองผิดลองถูก ร้าน Three Brothers Barber Shop ที่สถานีรถไฟใต้ดินจตุจักร ก็เปิดตัวขึ้นอย่างรวดเร็วกับเก้าอี้ตัดผมเพียงแค่ 3 ตัว (ปัจจุบันย้ายร้านใหม่ไปที่สถานี MRT พหลโยธิน) ต้นทุนของพวกเขาคือค่าเช่าห้องที่ถูกแสนถูก กับการโฆษณาในเฟสบุ๊คที่เรียกว่าเป็นยุคทองของผู้ประกอบการ “สมัยนั้นเราอาศัยว่าเฟสบุ๊คให้โฆษณาฟรีไงครับ เราโพสต์อะไรทุกคนก็เห็น เปิดร้านไม่นานก็มีลูกค้าตามมาเลย” ทั้งคู่บอกว่าร้านของพวกเขาเป็นธุรกิจที่เริ่มต้นแบบไม่คิดมาก มีกำลังแค่ไหนก็ไปแค่นั้น ทำไปตามโจทย์แบบไม่ให้เจ็บตัวมากเป็นพอ “คิวบอกผมว่าถ้าร้านไปไม่รอด พี่กุ้ยค่อยไปตัดผมที่อังกฤษก็ยังไม่สาย ขอแค่ลองทำร้านกับเขาก่อนสักตั้งหนึ่ง” โอกุ้ยเล่าถึงโมเมนท์แห่งการเริ่มต้นที่เขาถูกน้องชายคนเล็กเกลี้ยกล่อมเสียอยู่หมัด

บาร์เบอร์ คัลเจอร์ บูม

สองหนุ่มเล่าต่อไปว่าในตอนแรกของการเปิดร้านพวกเขาไม่ได้ตั้งใจจะทำบาร์เบอร์ที่เน้น ‘ตัดผมวินเทจ’ โดยเฉพาะ “แต่พอดีมันเป็นยุคที่กระแสวินเทจเริ่มกลับมาและเราเปิดก็ร้านก่อนหน้าที่มันจะบูมแค่แป๊บเดียว เลยกลายเป็นว่า Three Brothers เป็นร้านแรกๆ ที่นำเทรนด์นี้…จริงๆ เราไม่ได้ตั้งใจเล้ยยย” โอกุ้ยกล่าวติดตลก

“พวกเราแค่อยากทำร้านตัดผมผู้ชายครับ เพราะเป็นแนวที่เราถนัด แต่สไตล์การตัดมันซึบซับกันได้นะ ผมถนัดแนวนี้ คิวถนัดแนวนั้น พอมาทำด้วยกันมันก็ค่อยๆ ซึมเข้าหากันเอง” คิวพยักหน้าพร้อมกับเสริมว่า “ผู้ที่กำหนดภาพลักษณ์ของร้านตัดผมจริงๆ คือลูกค้าครับ เพราะเขารีเควสทรงไหนมา ช่างก็ต้องตัดไปให้ดีที่สุด”

อย่างไรก็ดีจุดระเบิดที่ทำให้ Three Brothers โด่งดังเป็นกระแสและมีลูกค้าต่างชาติเข้าคิวรอตัดมากมาย น่าจะเกิดจากการได้ต้อนรับ Leen & Bertus ช่างผมสุดคัลท์จาก Schorem Haarsnijder En Barbier (ประเทศฮอลแลนด์) เมื่อหลายปีก่อน

“เรารู้จักกันได้เพราะผมฝากเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งที่เมืองรอตเทอร์ดามไปซื้อของในร้านเขาครับ ซึ่งปกติที่นู่นเขาจะไม่ให้ผู้หญิงเข้าไปในร้านนะ ทีนี้พอเพื่อนผมแวะไป เขาเลยสงสัยว่าจะซื้อไปไหน ไอ้เพื่อนเราก็เลยโชว์รูปร้านที่เมืองไทยให้ดู จากนั้นเขาก็ทักเรามาในเฟสบุ๊ค คงเห็นเราเป็นร้านเล็กๆ มีโต๊ะสามตัวเหมือนกัน …จุดเริ่มต้นมันคล้ายๆ กันมั้งครับ”

“บาร์เบอร์ที่ยุโรปยังเป็นวัฒนธรรมเฉพาะของผู้ชาย
ทำนองว่าเรื่องที่ผู้ชายคุยกันในบาร์เบอร์ก็จะอยู่แต่ในบาร์เบอร์เท่านั้น”

จนวันหนึ่ง Schorem บอกว่าอยากมาเยี่ยมเยียน Three Brothers ที่เมืองไทย แถมอยากจะทำเวิร์คช็อปหรืออะไรสนุกๆ ร่วมกันกับ Three Brothers ด้วย คิวรีบเล่าต่ออย่างไหลลื่นว่า “เพราะเขาไปเห็นคลิปร้านเราที่เปิดท้ายรถตัดผมกันกลางตลาดนัด เป็นคลิปของ Nomad Barber (ร้านตัดผมชื่อดังในลอนดอน) ที่เขามาถ่ายทำสารคดีท่องเที่ยวในกรุงเทพ พอเพื่อนคนดัชท์เห็นเขาก็บอกว่าเขามีแผนจะทำสารคดีเกี่ยวกับร้านและวัฒนธรรมบาร์เบอร์สมัยใหม่เหมือนกัน แล้วก็อยากมาหาเราที่กรุงเทพด้วย เราก็เลยช่วยกันคิดวิธีหาสปอนเซอร์เพื่อพาเขามาทำกิจกรรมที่นี่ ซึ่งมีทั้งการเวิร์คช็อปช่วงกลางวัน และอาฟเตอร์ปาร์ตี้ในชื่อ Keep Calm & Party with A Barber ครับ”

หลังจากคลิปสารคดีชุดนั้นถูกปล่อยออกไปไม่นาน …คลื่นลูกค้าต่างชาติก็พัดเข้าร้าน Three Brothers Barber Shop กันตลอดทั้งปีไม่หยุดหย่อน มีทั้งคนที่เห็นฝีไม้ลายมือแล้วอยากลองตัด มีทั้งช่างผมชาติอื่นๆ ที่แค่อยากแวะมาทักทาย ฯลฯ ราวกับว่าการทุ่มจัดงานครั้งนั้นได้ยกฐานะ Three Brothers ขึ้นเป็นบาร์เบอร์ขวัญใจชาวโลกไปแล้วโดยปริยาย

แม้สองหนุ่มจะบอกว่าชื่อเสียงที่ได้มาในวันนี้เป็นเรื่องบังเอิญ เป็นความโชคดี เป็นเรื่องของจังหวะเวลา แต่เรากลับคิดว่าไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องบังเอิญทั้งหมดในโลกของความสำเร็จ เพราะจากที่ฟังเรื่องเล่าสนุกๆ ของพวกเขาแล้วก็รู้สึกว่าพี่น้องต่างสายเลือดคู่นี้เขามีสัญชาตญาณหนึ่งที่เป็นพลังของความสำเร็จร่วมกัน…นั่นคือสัญชาตญาณของความกล้า
…กล้าที่จะลองของ
…กล้าที่จะให้ความสุขนำทาง
…และกล้าที่จะเพลิดเพลินไปกับมิตรภาพใหม่ๆ ระหว่างผู้ชายทั่วโลก

คำแนะนำเรื่องทรงผมจาก Three Brother:

ทรงผมที่ดีกับคุณที่สุดคือ
– ทรงที่คุณใช้ชีวิตง่าย ดูแลง่าย เหมาะกับธรรมชาติเส้นผมของคุณ ไม่ใช่หล่อออกจากร้านแค่วันเดียว
– ทรงที่เมื่อผ่านไปห้าปีสิบปีแล้วคุณย้อนกลับมาดูภาพเก่าๆ คุณก็ยังรู้สึกโอเคกับมัน ซึ่งเป็นวิธีคิดเดียวกันกับเรื่องการแต่งตัว เราแค่ต้องเป็นตัวของตัวเองที่สุด…แค่นั้น

ติดตามผลงานของ Three Brothers Barber Shop ได้ที่ Facebook.com/Threebrothersbarbershop

Photo: Pe Chuenchoophol 

SHARE
Story teller / Daughter / Sister / Lover / Daydreamer นักเขียน นักสัมภาษณ์ และบรรณาธิการอิสระ