แม้ร้าน ‘กาแฟตึกแถว’ คาเฟ่เล็กๆ ต้นซอยพัฒนาการ 30 ของ บุ๊ง – ศิวกร ตติยพินิจ จะเพิ่งจะเปิดตัวมาได้ไม่ถึงปี แต่กลับมีลูกค้าขาประจำแวะเวียนเข้าออกอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง  แน่นอนว่าส่วนหนึ่งคงต้องยกเครดิตให้กับรสชาติอาหาร-เครื่องดื่มและสนนราคาที่น่าคบหา แต่อีกส่วนหนึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าบรรดา ‘ของเล่นเรโทรญี่ปุ่น’ ที่เขาสะสมไว้ให้แขกเหรื่อได้ชื่นชมนั้น เป็นกลไกสร้างความสุขที่ดึดดูดมนุษย์เรโทรทั้งหลายให้อยากกลับมาเสพซ้ำแล้วซ้ำอีก

วันนี้ บุ๊ง – ศิวกร ชวนเรานั่งคุยแบบยาวๆ ถึงความหลงใหลในสิ่งละอันพันละน้อยจากยุคโชวะ (50s – 80s) ของญี่ปุ่น พร้อมที่มาของไอเดียการ ‘สร้างประสบการณ์’ ที่จะเปิดวาร์ปพาทุกคนกลับไปสู่ความญี่ปุ่นในวัยเยาว์ได้อีกครั้ง

เพจ Garage Cube ไอเดียสนองตัณหาผู้ชายตัวเล็ก

ด้วยความที่ไม่ได้เติบโตมาในครอบครัวที่มีเงินเหลือใช้นัก บุ๊งเล่าว่าในวัยเด็กเขาแทบไม่เคยได้ซื้อของเล่นอย่างที่เพื่อนๆ ในวัยเดียวกันมีในครอบครองเลย และนั่นก็คงเป็น ‘ปมตัณหาวัยเด็ก’ ที่ทำให้เขาเติบโตกลายเป็นผู้ใหญ่ที่สะสมของเล่นญี่ปุ่นไปแบบไม่ทันรู้ตัว

บุ๊งย้อนเล่าถึงเพจ Garage Cube ในเฟสบุ๊คและการสะสมรถมอเตอร์ไซค์ญี่ปุ่นขนาด 50 cc ที่ทำให้เขาเริ่มเป็นที่รู้จักในวงการ

“เรื่องของเรื่องคือผมเป็นคนตัวเล็กฮะ สูงแค่ 165 ซม. ผมก็เลยเลือกสะสมรถเล็กก่อน เช่น Honda Monkey, Gorilla, Zoomer, Chaly อะไรเทือกนี้ จนพอย้ายบ้านใหม่มาอยู่ทาวน์โฮมแถวพัฒนาการ มันพอมีสเปซที่เหมาะจะทำอะไรสนุกๆ ขึ้นมาได้ ผมก็นึกไปถึงนิตยสารญี่ปุ่นที่เขาชอบทำการาจเล็กๆ ในบ้าน เออ…มันเท่ดีนะ” บุ๊งชี้ชวนให้เราดูมอเตอร์ไซค์ไซส์ 50cc หลายคันที่จอดเรียงรายอยู่ในร้าน “ผนวกกับที่ผมสะสมพวกป้าย ธง และของเล่นต่างๆ จากญี่ปุ่นอยู่แล้ว ก็จับทั้งหมดมาแมทช์กันซะเลย …เพจ Garage Cube นี้ผมสร้างขึ้นมาเพื่อแชร์ไอเดียกับคนคอเดียวกันโดยเฉพาะ แต่ด้วยความที่เราสะสมของเยอะ และก็ยังอยากจะซื้อของอีกเรื่อยๆ ก็เลยใช้เพจเป็นช่องทางในการปล่อยของเก่าบางชิ้น เพื่อหาเงินมาซื้อของใหม่ด้วยครับ” ชายหนุ่มเล่าไปพลางหัวเราะไปพลาง

บุ๊งย้ำว่าแนวทางการสะสมของเล่นเก่าของเขาคือต้องเป็นของที่เขารักจริงๆ เท่านั้น รักชนิดมองเท่าไรก็ไม่เบื่อ ถึงไม่ได้ขายต่อก็มีความสุข

“ผมไม่อยากให้ hobby ของผมกลายเป็นเรื่องเครียด
ฉะนั้นถ้าของชิ้นไหนผมไม่ได้ชอบจริง
ใครจะเชียร์แค่ไหน ผมก็ไม่ซื้อมาเผื่อขายต่อเด็ดขาด”

รวมทีมอเวนเจอร์…เติบโตสู่กาแฟตึกแถว

“คงเพราะเพื่อนๆ ที่สนิทกันเริ่มเห็นพัฒนาการในเพจของผมมั้งครับ เขาก็เลยเกิดไอเดียชวนกันต่อยอด แล้วมันมาลงตัวที่คาเฟ่ได้ก็เพราะหุ้นส่วนทุกคนมีศักยภาพที่ส่งเสริมกันพอดี” บุ๊งกล่าวถึงที่มาของกาแฟตึกแถวว่าเกิดจากความบังเอิญหลายๆ อย่างมารวมกัน ทั้งโอกาสเรื่องจังหวะเวลา สถานที่ หุ้นส่วน และข้าวของที่เก็บสะสมไว้ “พวกเราเหมือนทีมอเวนเจอร์มาทำโปรเจ็กต์ร่วมกันเลยฮะ คือแต่ละคนจะมีความถนัดที่ต่างกัน เช่นผมถนัดเรื่องแต่งร้าน หาข้าวของมาโชว์ได้ ผมก็ดูแลเรื่องบรรยากาศภาพรวมไป ส่วนเพื่อนอีกคนเป็นบาริสต้า ก็ปล่อยเขาดูเรื่องกาแฟและเครื่องดื่ม อีกคนทำขนมได้ก็ให้เขาไปลุยตรงนั้น ฯลฯ แต่สุดท้ายแล้วเราทุกคนมีความชอบบางอย่างที่คล้ายคลึงกัน มันถึงลงตัวออกมาเป็นกาแฟตึกแถวได้อย่างที่เห็นนี้”

บุ๊งเล่าต่อพร้อมรอยยิ้มว่านอกเหนือจากหุ้นส่วนแก๊งค์อเวนเจอร์แล้ว เขาเองยังมีเพื่อนที่เป็นนักสะสมตัวยงอีกหลายคน ซึ่งถ้าไม่มีร้านนี้ของสะสมพวกนั้นก็จะอยู่แค่ในกล่องในลังไปเรื่อยๆ

“แต่พอเราเปิดร้านเพื่อนๆ ก็อยากมาสนุกด้วย
เอาของมาโชว์บ้าง มาฝากขายบ้าง
จะเรียกว่าเป็น Shop & Showcase ก็คงได้”

เห็นได้ชัดว่านอกเหนือจากบริการด้านอาหาร-เครื่องดื่มแล้ว บุ๊งวางคอนเซ็ปท์ของกาแฟตึกแถวได้ค่อนข้างชัดเจน จนทำให้เราหมดสงสัยทันทีว่า เพราะอะไรทุกๆ ครั้งที่แวะเวียนผ่านคาเฟ่แห่งนี้ เราถึงได้เห็นรถมอเตอร์ไซค์หรือรถยนต์วิจเทจสัญชาติญี่ปุ่นจอดเรียงรายอยู่แถวหน้าร้านเสมอ

ว่าด้วยเรื่องบรรยากาศในร้านซึ่งเป็นหน้าที่หลักของบุ๊งกันบ้าง เราการันตีเลยว่าการตกแต่งสไตล์ Japanese Retro ที่เขานำมาใช้เป็นธีมหลักของร้านนี้ จะทำให้ชาวคณะวัยสามสิบกลางๆ จนถึงห้าสิบหย่อนๆ ได้กรี๊ดกันสลบ เพราะทุกองค์ประกอบล้วนทำให้เราหวนนึกไปถึงความหลังครั้งวัยเยาว์ สมัยที่เด็กๆ ทุกบ้านต้องนั่งจดจ่อรอดูการ์ตูนกันหน้าทีวี (ที่มีเพียงแค่ 4 ช่อง) “ทั้งหมดเป็นของเก่าที่อิมพอร์ตมาจากญี่ปุ่นครับ ใครที่เป็นสาวกความเป็นญี่ปุ่นในยุค 60s – 80s จะต้องอินแน่นอน” บุ๊งกำลังพูดถึงบรรดาโมเดลรถโบราณ หน้ากากมดแดง หุ่นแมสคอต คินนิคุแมน ปาร์แมน อันปังแมน โดราเอมอน ฯลฯ รวมถึงสารพัดเกมกด (นินเทนโด) ป้ายสังกะสี และโปสเตอร์ที่เราเคยเห็นผ่านตากันมาในยุคนั้น

…นี่มันห้องแห่งความฝันวัยเด็กชัดๆ เราอดยิ้มไปกับเขาไม่ได้

สไตล์เก่าๆ สร้างมิตรภาพใหม่ๆ

“ทุกอย่างที่ผมเก็บสะสมมันอิงกันได้หมดนะ” บุ๊งยิ้มพรายตอบแบบมั่นใจ “ผมรู้สึกว่าในความเป็นญี่ปุ่นสิ่งต่างๆ มันผสมผสานอยู่ด้วยกันง่ายมาก ถ้ามันมาจากยุคที่ใกล้เคียงกันน่ะนะ” เขาเงียบไปหนึ่งอึดใจแล้วค่อยๆ อธิบายถึงวัฒนธรรมความซอฟท์ในงานดีไซน์ญี่ปุ่นที่ทำให้เขาหลงใหล  “ผมมองของที่ตัวเองสะสมมาทั้งชีวิตแล้วรู้สึกว่า แม้เราจะชอบความเป็นญี่ปุ่นมาก แต่ของที่เราเก็บก็มีแนวทางที่ชัดเจนเหมือนกัน เราไม่ใช่แนวโอตาคุ ไม่ใช่แนวคิกขุคาวาอี้ เราชอบความเป็นเด็กผู้ชายที่มันซอฟท์ๆ แบบญี่ปุ่น เช่นหุ่นเท็ดสึจินตัวนี้เป็นต้น” บุ๊งยกตัวอย่างแมสคอตหุ่นยนต์ T28 ไซส์ยักษ์ที่วางตั้งอยู่ข้างๆ เขา

“ผมเคยเห็นหุ่น T28 ตัวนี้ในพิพิธภัณฑ์ที่เมืองยุฟุอินเมื่อนานมาแล้ว
ได้แต่คิดว่าเจ๋งว่ะ แต่คงไม่มีโอกาสหรอก มันเกินเอื้อมสำหรับเรา
วันหนึ่งก็มีพี่ที่รู้จักเขาประมูลหุ่นตัวนี้มาได้  แล้วเขายอมขายให้ผม…โอ้โห!”

ชายหนุ่มเล่าต่ออย่างติดลมว่าที่ผ่านมาเขาได้มีโอกาสไปช่วยตกแต่งการาจให้เพื่อนที่รู้จักกันคนหนึ่ง “เพื่อนคนนี้เขาเห็นสิ่งที่ผมทำแล้วประทับใจ เขาเห็นเรามาตั้งแต่สมัย Garage Cube เรื่อยมาจนถึงกาแฟตึกแถว ทีนี้พอเขาจะรีโนเวทบ้านก็เลยมาขอให้เราช่วยตกแต่งการาจให้ เขาสะสมรถญี่ปุ่นไว้เยอะครับ ผมเห็นว่าน่าสนุกก็รับปากไป เอาของเล็กๆ น้อยๆ ที่สะสมไว้ไปช่วยเขาแต่ง ไม่คิดตังค์กันหรอก คิดแค่ว่าเหมือนช่วยเพื่อนขึ้นบ้านใหม่ แต่พอทำเสร็จเขาชอบมาก จะขอให้เราคิดตังค์จริงจัง ผมบอกว่าไม่เอาๆ เขาเลยให้มอเตอร์ไซค์มาคันหนึ่ง ให้หมวกลิมิเต็ดอิดิชั่นแถมมาด้วย” บุ๊งหัวเราะเสียงดัง

…มิตรภาพในหมู่นักสะสมคงจะงอกงามบนเส้นทางประมาณนี้สินะ ‘น่ารักดีจริง’ เราคิด

แกะรอยเรโทรดีไซน์ในญี่ปุ่น

เห็นหาของจากแดนปลาดิบได้เก่งกาจขนาดนี้ เราเดาว่าบุ๊งน่าจะเป็นเซียนเที่ยวญี่ปุ่นที่เก่งพอตัว เลยถือโอกาสให้เขาแนะนำเดสทิเนชั่นมันส์ๆ กันเสียหน่อย  

“ผมอยากแนะนำเพื่อนๆ ไปที่เมืองยุฟุอินเลยครับ เพราะที่เมืองนี้เขามีมิวเซียมที่แสดงข้าวของจากยุคโชวะอยู่ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะชื่อ Showa Retro Theme Park” เราเสิร์ชข้มูลเพิ่มเติมในกูเกิ้ล พบว่าพิพิธภัณฑ์ที่บุ๊งพูดถึงในบทสัมภาษณ์นี้คือ Yufuin Showa-kan จัดแสดงภาพชีวิตบนท้องถนนและข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ในยุคโชวะที่ถือเป็นยุคทองทางเศรษฐกิจของชนชาติญี่ปุ่น โดยจะมีไฮไลท์อยู่ระหว่างปี 1955 จนถึง 1985 ที่เรียกกันว่า ‘The Showa 30s’

“ผมว่าญี่ปุ่นในยุคโชวะนี้มีเสน่ห์มากในเรื่องการดีไซน์ข้าวของ
มันคือช่วงที่วิถีเรโทรในญี่ปุ่นเบ่งบานขึ้น
อย่างพวกป้าย พวกธง ที่เห็นในร้านผมนี่ก็มาจากยุคโชวะทั้งนั้น”

“ป้ายชิ้นแรกที่ผมเริ่มซื้อเก็บคือป้ายกูลิโกะ” บุ๊งเล่าต่อ “ได้มาหลังจากที่ทำ Garage Cube มาสักพักแล้วล่ะครับ ขอซื้อต่อมาจากรุ่นพี่คนหนึ่ง เพราะพอเราทำการาจเราก็อยากจะมีของชิ้นเล็กๆ มาตกแต่ง แล้วป้ายนี้มันชวนให้ผมนึกถึงการไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ที่ยุฟุอินขึ้นมา ก็เลยกลับไปเปิดรูปเก่าๆ ในคอมเครื่องเก่าดู ปรากฏว่าเห็นป้ายนี้แขวนอยู่ในมิวเซียมด้วย …ขนลุกเลยฮะ คือมันใช่อ่ะ มันคือรูปแบบนี้เป๊ะ ขนาดนี้เป๊ะๆ หลังจากนั้นผมก็เริ่มตามเก็บงานป้ายมาเรื่อยๆ เจอเมื่อไหร่ก็ซื้อเก็บไว้ก่อน ยิ่งถ้าเป็นป้ายเกี่ยวกับพวกรถยนต์หรือรถมอเตอร์ไซค์นี่จะชอบมาก แล้วทั้งหมดที่เห็นนี่คือของเก่าจริงจากยุคโชวะนะครับ ไม่ใช่งานรีโปรดักชั่น” เขาเล่าด้วยแววตาเป็นประกายเหมือนเด็กๆ

“ถ้าใครดูหนังเรื่อง Always แล้วชอบบรรยากาศยุคนั้น
คุณจะต้องหลงรักพิพิธภัณฑ์ที่เมืองยุฟุอินแน่นอน”

เราถามเขาว่าทำไมป้ายบางอันถึงอยู่ในสภาพที่ดีมากทั้งๆ ที่เป็นของเก่าเก็บหลายสิบปี “เหมือนใหม่เลยใช่ไหมฮะ นี่ล่ะคือความยากที่เราต้องควานหา” (หัวเราะ) เขายกตัวอย่างป้ายรถฮอนด้าอันหนึ่งมาขยายความให้ฟัง “อย่างป้ายนี้ก็คือของเก่าแท้ๆ ครับ ผมมั่นใจเพราะตามพิสูจน์ที่มาแล้ว มันเป็นป้ายที่ค่ายรถฮอนด้าสมัยนู้นเขาแจกให้ดีลเลอร์ไว้ใช้ในโชว์รูม ซึ่งดีลเลอร์หนึ่งๆ ก็จะได้ป้ายไปมากกว่าหนึ่งอัน แล้วบางทีเขาเอาออกมาใช้ไม่หมด ก็จะมีเหลือเก็บไว้ในสภาพร้อยเปอร์เซ็นต์แบบนี้ คือไม่ได้ใช้งานเลย ไม่เคยแกะจากห่อพลาสติก แล้วมันก็ตกทอดผ่านมือคนนู้นคนนี้มาเรื่อยๆ จนมาถึงมือเรา”

บุ๊งบอกด้วยน้ำเสียงภูมิใจว่าในวันที่เขาได้ป้ายนี้มา ห่อพลาสติกด้านนอกของมันเปื่อยกรอบเละเทะหมดแล้ว แต่ป้ายเหล็กข้างในยังดีเหมือนใหม่ (บ่งบอกว่าชิ้นงานไม่ใช่ของทำซ้ำแน่) “มันคือตัวแทนของยุคสมัยนั้นอย่างแท้จริงครับ”

นอกจากพิพิธภัณฑ์เมืองยุฟุอินแล้ว บุ๊งยังแนะนำว่าสำหรับคนที่ชอบของเล่นญี่ปุ่นเก่าๆ ก็น่าจะลองไปเดินที่ตึก ‘นากาโนะบรอดเวย์’ (โตเกียว) ด้วย “ตึกนี้หลายคนคงรู้จักอยู่แล้ว ขายของเล่นหลากหลาย และมีช็อปที่ขายของเก่าเยอะเหมือนกัน มีพวกร้านของเล่น ร้านโปสเตอร์ ร้านมันดาราเกะ (Mandarake – ร้านขายของเกี่ยวกับการ์ตูนมังงะ) ผมไปกี่ครั้งก็แฮปปี้ครับ มันดึงดูด ดูดเงินในประเป๋าผมมาก” (หัวเราะร่วน)

ถึงบรรทัดนี้ คงไม่ต้องสงสัยแล้วว่าหนุ่มคนนี้คลั่งไคล้ความญี่ปุ่นและเรโทรดีไซน์จากยุคโชวะมากขนาดไหน บุ๊งบอกว่าแม้เขาจะทำร้านกาแฟตึกแถวนี้ขึ้นมาอย่างเหน็ดเหนื่อย แต่ก็เป็นโปรเจ็กต์ที่เขามีความสุขมากที่สุด ต่อจากนี้บุ๊งมีแผนที่จะขยายพื้นที่ชั้นสองเพื่อทำเป็นช็อปเล็กๆ ขึ้นมา โดยหวังให้มันเติบโตเป็นคอมมูนิตี้เล็กๆ ของคนที่ชอบของสไตล์เดียวกัน ซึ่งคงจะมีทั้งของชิ้นเล็กที่เป็นลิมิเต็ดอิดิชั่น ของสะสมต่างๆ จากญี่ปุ่น รวมไปถึงสินค้าแฟชั่น และสินค้าไลฟ์สไตล์เท่ๆ จากญี่ปุ่นด้วย

“ผมรู้ครับว่าลูกค้าที่มาเสพความสุขทางตา
แล้วอยากซื้อความสุขนั้นกลับบ้านด้วยมันเป็นยังไง (หัวเราะ)
ตอนนี้ผมทำฝันของตัวเองเป็นจริงสำเร็จแล้ว
ก็อยากมีส่วนช่วยทำฝันของคนอื่นให้เป็นจริงขึ้นมาบ้าง”

…แล้วเราคงได้กลับมาเยี่ยมเขาอีกครั้ง

ติดตามความเคลื่อนไหวของกาแฟตึกแถวได้ที่ Facebook.com/cafetuktheaw

SHARE
Story teller / Daughter / Sister / Lover / Daydreamer นักเขียน นักสัมภาษณ์ และบรรณาธิการอิสระ