แดดยามสาย ณ AAS Harley Davidson of Bangkok บนถนนวิภาวดีรังสิตวันนี้ต้อนรับพวกเราด้วยอุณหภูมิสบายผิดปกติ แดดแจ๋บนท้องฟ้าช่างเป็นใจให้ช่างภาพของเราถ่ายภาพสาวเปรี้ยวคุณแม่ลูกสองกับรถ Sportster คันเท่ของเธอได้แบบสุดชิลล์

วันนี้ นี กรกช วุฒิเดชาเกรียงไกร ตอบรับให้เราบุกมานั่งคุยกับเธอที่ศูนย์ AAS Harley Davidson of Bangkok เธอปรากฏตัวในลุคมาดมั่นพร้อมรอยยิ้มน้อยๆ ที่ทำให้เราลดความเกร็งเวลาสัมภาษณ์คนเก่งๆ ไปได้มากโข บทสัมภาษณ์นี้จะพาคุณไปสัมผัสกับ soft side ของนักธุรกิจหญิงที่ประสบความสำเร็จมากคนหนึ่งในตลาดแฟชั่นค้าปลีก เส้นทางการใช้ชีวิตของเธอนั้นมีสีสันและงดงามไม่แพ้หัวใจของเธอเลย

ขอแม่เถอะ…

ว่าด้วยเรื่องรถ Harley Davidson รุ่น Iron 883 Sportster ของสาวเปรี้ยวคนนี้กันก่อน กรกชบอกว่าเธอสนใจบิ๊กไบค์มาตั้งแต่สมัยเป็นวัยรุ่นแล้ว แต่กว่าจะเข้าถึงการเป็นเจ้าของรถที่ใฝ่ฝันจริงๆ เธอก็ต้องคอยจนช่วงชีวิตที่มีความมั่นคงในระดับหนึ่ง “เราโตมาแบบเด็กยากจนค่ะ สมัยก่อนตอนเรียนเทคนิคกรุงเทพฯ เคยเห็นพี่รหัสเขามีช้อปเปอร์คันหนึ่ง ขี่มาเรียนทีสาวกรี๊ดตรึม เราก็ไปขอพี่เขาลองขี่บ้าง วนไปหน้าตึกไหนก็ได้ยินเสียงแว่วๆ ตามมาว่า อุ๊ย…ผู้หญิงขี่ว่ะ เท่จัง! เราก็ได้แต่อมยิ้ม หัวใจพองโต (หัวเราะร่วน)” กรกชบอกกับพี่รหัสของเธอว่าสักวันหนึ่งเธอจะต้องมีรถเท่ๆ แบบนี้เป็นของตัวเองให้ได้

…แต่เธอก็ลืมคำพูดนั้นของตัวเองไปเกือบยี่สิบปี

 

หลังเรียนจบภาควิชาเคมีและเข้าทำงานในบริษัทปูนซีเมนต์นครหลวงอยู่ระยะหนึ่ง กรกชในวัยกล้าได้กล้าเสียก็ตัดสินใจลาออกมาทำกิจการเสื้อผ้าของตัวเอง โดยตั้งชื่อแบรนด์ตรงกับชื่อตัวว่า KORAKOCH CLOTHING สิบเก้าปีผ่านไปธุรกิจเล็กๆ ของเธอเติบโตขึ้นทีละนิดอย่างมั่นคง จนสามารถมีรายได้เลี้ยงตัวเลี้ยงครอบครัวได้อย่างสบาย “มันเหมือนว่าเราได้ปลดล็อคโจทย์ใหญ่ๆ ในชีวิตไปเยอะแล้ว มีบ้าน มีรถ เลี้ยงพ่อแม่ได้ ลูกก็ไม่ต้องโหนรถเมล์ไปโรงเรียนแล้ว คำพูดที่เราเคยบอกกับพี่รหัสมันก็หวนกลับมา เราเลยบอกลูกว่า งั้นแม่ของทำตามฝันของแม่หน่อยนะ แม่อยากขี่บิ๊กไบค์

เธอย้อนเล่าเคล้าเสียงฮาถึงการต่อรองกับครอบครัวจนได้ไฟเขียวมาในที่สุด คุณแม่ลูกสองซื้อช้อปเปอร์คันแรกของตัวเองในวัยสี่สิบและเริ่มเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วประเทศนับแต่นั้น

“ลูกก็รู้ว่าแม่เป็นคนกล้าได้กล้าเสีย
จะให้แม่กลัวอยู่แต่ในกรอบเดิมๆ ได้ยังไง
ขอแม่สักครั้งเถอะ ไม่งั้นแม่คงตายตาไม่หลับ”

เดินทางให้เป็นกุศล

บนโซฟาตัวใหญ่ของโชว์รูม AAS กรกชเอนหลังในท่ารีแล็กซ์มากขึ้น เธอหันตัวไปหยิบธงชาติไทยขนาดเล็กๆ ออกจากกระเป๋าที่ติดตัวมา และกระซิบบอกเราว่าจริงๆ แล้วเธอตั้งใจจะใช้มอเตอร์ไซค์คันนี้เป็นเพื่อนผู้พิชิตภารกิจส่วนตัวอย่างหนึ่ง นั่นก็คือการท่องเที่ยวไปพร้อมกับกิจกรรมการกุศลตอบแทนคุณแผ่นดิน

“เพราะตอนเด็กเราจนไงคะ ไม่เคยมีโอกาสได้ไปเที่ยวไหน เลิกเรียนก็ทำงานพิเศษ เสาร์อาทิตย์ก็ไปรับจ้างขายของที่สวนจตุจักร พอโตมาก็ทำแต่งานอีก ตั้งใจสร้างฐานะจนมีกินมีใช้ทุกวันนี้” เธอบอกเราอย่างไม่อายว่ามอเตอร์ไซค์คันนี้คือเครื่องมือชดเชยชีวิตวัยรุ่นที่ขาดหายไป

“ตอนแรกเราตั้งใจจะขี่ไปเที่ยวให้ครบทุกจังหวัดในประเทศไทย เริ่มต้นจากแก่งกระจาน ต่อด้วยภูทับเบิก แล้วก็ไปเรื่อยๆ เฉลี่ยเดือนละหนึ่งจังหวัด ซึ่งทุกครั้งที่เดินทางเราก็จะแวะคุยกับเด็กๆ ตามหมู่บ้าน เพราะเราสไตล์ลูกทุ่งชอบเล่นชอบคุยอยู่แล้ว จนเมื่อออกทริปครั้งที่ 20 ได้มั้งคะ ที่เราไปเห็นเด็กคนหนึ่งเขาเอาก้อนดินแดงๆ ริมทางมาละลายน้ำ แล้วก็เอามาวาดรูประบายสีในกระดาษ วินาทีนั้นมันทำให้เราเกิดไอเดียว่าต่อไปนี้ทุกครั้งที่เราออกทริป เราจะนำทุนการศึกษาก้อนเล็กๆ ไปมอบให้เด็กในท้องถิ่น แล้วพูดคุยกับเขาเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เขาสู้ชีวิต” 

“เราเข้าใจหัวอกเขา เพราะเราเป็นเด็กที่ไม่มีมาก่อน
ดังนั้นแค่เงินห้าร้อยบาทที่ให้เขาเอาไปซื้อสีมาวาดรูป
หรือซื้อของใช้ที่ขาดแคลน มันมีความหมายมากเหลือเกิน”

จากนั้นในทุกทริปการเดินทางกรกชจะค้นหาโรงเรียนยากจนในท้องถิ่นไว้ล่วงหน้า และติดต่อนำทุกการศึกษาไปมอบให้กับทางครูใหญ่เพื่อซื้อหาสิ่งที่เด็กๆ ขาดแคลนอยู่เสมอ พร้อมกันนั้นเธอยังขอโอกาสจากคุณครูเพื่อพูดคุยสร้างสำนึกด้านดีให้กับเด็กๆ

“เราอยากสร้างแรงฮึดให้พวกเขาตั้งแต่ยังเล็กว่าแม้ว่าคนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะทำสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นในชีวิตได้ …ดูอย่างป้านีสิ เมื่อก่อนลำบากกว่าหนูอีกนะ แต่ป้านีขยัน ตั้งใจทำงาน เห็นไหมว่าวันนี้ป้านีก็มีรถคันใหญ่ขี่มาเล่นกับพวกหนูได้” เธอเล่าถึงวันเวลาแห่งความสุขที่ได้ตอบแทนสังคมแบบเล็กๆ ในสไตล์ของตัวเอง “พอดีเราเป็นคนไม่หวงรถด้วย เวลาไปจอดที่ไหนแล้วมีคนมาจับๆ หรือมาลองนั่งเราก็โอเค เพื่อนที่ขี่ฮาร์เล่ย์ด้วยกันยังแซวว่าคุณนีไม่รักรถเหรอ เราก็ตอบไปว่าเรารักจ้ะ แต่ไม่ได้หวง” แววตาของ ‘ป้านี’ มีน้ำตารื้นขึ้นเล็กน้อยเมื่อเอ่ยถึงความบริสุทธิ์ของเด็กๆ ที่วิ่งกรูมาตื่นเต้นกับรถมอเตอร์ไซค์ของเธอ

ในการออกทริปแต่ละครั้ง หญิงแกร่งคนนี้บอกว่าเธอมักจะไปแบบ ‘ลุยเดี่ยว’ เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งด้วยเหตุนี้เองการดูแลสภาพรถจึงมีความสำคัญกับเธอมาก “ก่อนไปก็ต้องเช็ครถให้อยู่ในสภาพพร้อมจริงๆ ค่ะ ซึ่งเราเอารถมาที่ศูนย์นี้ประจำ จนเมื่อเขารู้ว่าเราออกทริปทุกเดือนแบบมีภารกิจแอบแฝง เขาก็เลยขอร่วมเป็นกำลังใจด้วย โดย AAS จะตรวจรถให้เราฟรีทุกครั้งที่เดินทางไปทริปพวกนี้” กรกชกล่าวชื่นชมศูนย์บริการคู่ใจที่ในวันนี้ได้กลายเป็นคู่(ทำ)บุญของเธอไปแล้วอีกหนึ่งตำแหน่ง

หมวกเลข 9 สัญลักษณ์แห่งการทำเพื่อผู้อื่น

นอกเหนือจากการเดินทางล่าฝัน แจกรอยยิ้ม มอบทุน และสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กเล็กแล้ว ตลอดสองปีที่ผ่านมา นี – กรกช ยังทำกิจกรรม ‘ตัดผมฟรี’ ให้กับเด็กนักเรียนที่ครอบครัวยากจนด้วย โดยทุกครั้งที่เธอจัดสรรเวลาไปทำงานจิตอาสานี้ เธอจะใส่หมวกแก็ปที่ปักเลข 9 ไว้บนศีรษะเสมอ

“เหตุผลหนึ่งที่เราทำสิ่งนี้เป็นเพราะเราเชื่อในวิถีทางของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ค่ะ นั่นหมายถึงว่าเมื่อเราพึ่งตนเองจนอยู่ได้ดีแล้ว ก็ให้รู้จักพอเพียง และคิดแบ่งปันทำเพื่อผู้อื่นบ้าง ในส่วนลึกที่สุดของใจเราก็อยากทำงานนี้ถวายเป็นพระราชกุศล” เธอเงียบไปพักใหญ่พร้อมน้ำตาที่รื้นขึ้นจากสองดวงตา เรานั่งนิ่งไปกับเธอ ปล่อยให้พลังความอ่อนโยนของหญิงห้าวคนนี้ค่อยๆ อวลไปในบรรยากาศ

จากเด็กเคมีสู่เจ้าของแบรนด์แฟชั่น

เมื่อถามถึงชีวิตการงานของกรกช แววตาสนุกก็กลับมาสู่ใบหน้าของเธอได้อีกครั้ง เธอบอกว่า “ชีวิตคนเรามันพลิกผันได้ตลอดนะ นีเลือกเรียนเคมีเพราะฝันอยากไปอยู่แท่นขุดเจาะน้ำมัน (หัวเราะเสียงดัง) เราฝันอยากไปทำงานในที่แปลกๆ อยากได้ประสบการณ์ที่ไม่น่าเบื่อ แต่ปรากฏว่าสมัครงานยังไงเขาก็ไม่รับ เพราะงานแบบนั้นเขาจะรับแต่ผู้ชาย เราก็อะไรวะ? เป็นผู้หญิงจบเคมีต้องทำงานอะไรเหรอ? คำตอบตอนนั้นคือทำได้แค่ในห้องแล็บค่ะ ซึ่งมันฟังดูน่าเบื่อ และไม่ใช่ตัวเราเลย”

กรกชตัดสินใจเบนเข็มไปสมัครเป็นฝ่ายขายที่ปูนซีเมนต์นครหลวง เพียงเพราะคิดง่ายๆ ว่าบริษัทนี้เขามีรถให้ขับ และเธอก็จะได้ออกไปไหนต่อไหนหลายที่ “ก็เป็นเซลล์ขายปูนอยู่ห้าปีเฉยเลยค่ะ (หัวเราะ) แต่ชีวิตก็มาพลิกผันอีกทีตอนฟองสบู่แตก โปรเจ็กต์ลูกค้าล้มระเนระนาด ยอดขายหายหมด เราก็เครียดสิ บริษัทก็เครียด มันกดดันทุกฝ่าย ไม่นานเขาก็มีนโยบายลดจำนวนพนักงาน โดยให้คนสมัครใจออกพร้อมเงินก้อนหนึ่ง ตอนนั้นเรามองว่าไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ทนอยู่ไปก็เครียดเหลือเกิน ก็เลยสมัครออกแล้วก็เอาเงินก้อนเล็กๆ นั้นมาเริ่มต้นแบรนด์ KORAKOCH”

อดีตเซลล์สาวตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางชีวิตด้วยการไปสมัครเรียนหลักสูตรออกแบบเสื้อผ้าของกรุงเทพมหานคร เธอเริ่มออกแบบเสื้อผ้าแพทเทิร์นง่ายๆ ด้วยจักรเย็บผ้าที่บ้าน และลองนำไปวางขายที่ร้านเช่าในตลาดจตุจักร “ไม่นานเราก็เริ่มเห็นลู่ทางว่ามีคนต่างชาติเดินเยอะ ก็เลยมาคิดใหม่อีกรอบว่าเราน่าจะไปเรียนเพิ่มเติม จะได้ทำของดีไซน์สวยๆ ไว้ขายพวกฝรั่ง ก็ไปสมัครเรียนอีกครั้งที่สมาคมฝรั่งเศสค่ะ”

“อัตลักษณ์ของ KORAKOCH คือสไตล์ MODERN SAFARI
เน้นผ้าสีขาว สีกากี สีเอิร์ธโทน สียีนส์
เวลาถ่ายแบบก็จะวิ่งเข้าหาธรรมชาติก่อน”

ธุรกิจบนแนวคิดแบ่งปัน

ปัจจุบันนี้ร้าน KORAKOCH CLOTHING มีสาขาสองแห่งคือที่ตลาดนัดจตุจักรและที่ประตูน้ำ ซึ่งกรกชเล่ายิ้มๆ ว่าเพราะเธอผูกพันกับจตุจักรมานาน พอถึงเวลาทำธุรกิจของตัวเองก็เลยขอกลับมาเริ่มต้นที่จตุจักรก่อน ที่ผ่านมาเธอใช้โมเดลธุรกิจที่มอบคุณค่าให้กับคนทุกฝ่าย นั่นคือทั้งกับตัวแม่ค้า กับลูกค้า และกับสังคมด้วย

“นี่คือสิ่งที่เราบอกกับลูกค้าตลอดว่าสินค้าทุกชิ้นในร้านจะแบ่งกำไร 50 บาทไปบริจาคช่วยเด็กยากจน ซึ่งเดือนๆ หนึ่งจะสะสมกำไรส่วนนี้ได้ราว 5,000 ถึง 10,000 บาท” และในทุกเดือนกรกชจะนำเงินก้อนนี้ไปจัดแบ่งเป็นทุน ทุนละ 500 บาท เพื่อนำไปมอบแก่เด็กเล็กในโรงเรียน หรือตามชุมชนบนเส้นทางที่เธอจะไป 

“พอเราบอกลูกค้าว่าจะแบ่งกำไรไปช่วยเด็ก
จากที่เขากำลังจะต่อราคา เขาบอกงั้นไม่ต่อละ…
แถมเงินให้อีกดีกว่า” (หัวเราะ)

จนถึงวันนี้กองทุน 500 บาทตามแนวคิดของ KORAKOCH CLOTHING ได้เดินทางไปทำหน้าที่ของมันอย่างสม่ำเสมอในกว่า 40 จังหวัดทั่วประเทศไทย และจะยังคงจะก้าวเดินต่อไปเรื่อยๆ ตราบเท่าที่ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้จะยังมีแรงขี่มอเตอร์ไซค์อยู่  “ถ้าขี่ได้ถึงอายุแปดสิบ ก็จะวนกลับไปหาเด็กๆ ที่เราเคยเล่นด้วยตามหมู่บ้านอีก จะเป็นคุณยายวัยซิ่ง!” เธอบอกอย่างนั้น

ก่อนออกทริปทุกครั้งกรกชก็จะใช้โซเชียลมีเดียส่งข่าวบอกเพื่อนๆ ของเธอล่วงหน้า เผื่อว่ามีใครอยากร่วมภารกิจช่วยเหลือเด็กกับเธอก็สามารถจะบริจาคเพิ่มเติมมาได้ “เรื่องจิตอาสาเป็นสิ่งที่ปลูกฝังและส่งต่อกันได้นะคะ” เธอเชื่ออย่างนั้น และเราก็เชื่อเธอเช่นกัน

ติดตามผลงานของแบรนด์ KORAKOCH CLOTHING ได้ใน Facebook และ Instagram

Photo: Pe ChuenchoopholKorakoch Wuthidechakriengkri
Thanks: AAS Harley Davidson of Bangkok