บ่ายวันศุกร์อากาศอุ่นๆ เรานัดสองหนุ่มนักเดินทาง โบ๊ท – อนุสรณ์ สนะพันธุ และ กั๊ก – อาทิตย์ กลิ่นคง ที่ The Jam Factory นั่งพูดคุยถึงประสบการณ์บ้าระห่ำขี่รถมอเตอร์ไซค์แม่บ้าน 115cc เดินทางด้วยกัน ทั้งคู่นิยามตัวเองว่าเป็นนักเล่าเรื่องด้วยภาพถ่ายและตัวหนังสือที่ชอบการเดินทาง หลายคนอาจรู้จักและคุ้นเคยกับพวกเขาผ่านเพจ Journey Easy Funny ที่มีแฟนเพจเกือบครึ่งแสน ผ่านหนังสือลาวและนาย’ ทริปขี่เที่ยวลาว และหนังสือ ‘ฝันกลางคัน’ ทริปขี่รอบประเทศไทย (80 วัน 8,000 กม.) วันนี้เรามาชวนพวกเขาคุยหาคำตอบของการออกเดินทางด้วยยานพาหนะสองล้อกัน

ทำไมถึงเลือกเดินทางด้วยกัน

กั๊ก : จริงๆ แล้วคนเราทุกคนอยากมีคนคอยแชร์ อยากหาคนร่วมอุดมการณ์ บังเอิญเราโชคดี ได้เจอกันแล้วคุยกันรู้เรื่อง ก็เลยได้ไปเดินทางด้วยกัน

โบ๊ท : การเดินทางสองคนเวลาเกิดปัญหานี่ดีกว่าการเดินทางคนเดียวนะ ถ้ารถยางแตกก็ช่วยกันซ่อม โยนมุกคอยรับคอยส่งไม่ให้เครียดกันไป มีคนตบไหล่บอกเราว่า เดี๋ยวมันก็ผ่านไป ได้ช่วยกันแก้ปัญหา ผมว่ามันสนุกกว่านะ

กั๊ก : เราเจอกันโดยบังเอิญเพราะเพื่อนอีกคนชอบเดินทางเหมือนกัน เราคุยกันถูกคอหลายเรื่องและคุยกันได้เกือบทุกเรื่อง เลยนัดกันไปถ่ายภาพเล่น พอได้เจอกันบ่อย เลยเริ่มสนิทกัน ลองขับรถไปเที่ยวเมืองกาญจน์ด้วยกันเล่นๆเฮ้ย! มันใช่ว่ะ คุยกันสนุก

โบ๊ท : ส่วนทริปแบบเอาจริงเอาจังที่ขี่ด้วยกันเป็นทริปขี่รถรอบประเทศ ผมว่ามันบ้าระห่ำนะ มันเติมเต็มเราสองคนจากทริปลาว 2 สัปดาห์ พอกลับมาก็รู้สึกอยากขี่อีกสักหน่อย

กั๊ก : ตอนนั้นหลังกลับมา อยากขี่อีก มันเหมือนขออีกนิด เลยเอาวะเป็นไงเป็นกัน ลุยด้วยกัน

เพราะอะไรถึงเลือกขี่มอเตอร์ไซค์ออกเดินทาง

กั๊ก : เราไม่ได้เจาะจงว่าเป็นมอเตอร์ไซค์เรือ รถไฟ หรือเครื่องบิน มันเกิดตอนจังหวะแรกที่เราคุยกันกับโบ๊ท เราอยากไปเที่ยวเวียดนามแล้วมีเวลาได้สัมผัสบรรยากาศ แวะระหว่างทางให้มากที่สุด คุ้มค่าที่สุดในเวลาที่มี บทสรุปเลยออกมาเป็นมอเตอร์ไซค์

โบ๊ท : การขี่มอเตอร์ไซค์มันแวะได้ ถ้าเรานั่งรถไฟผ่านมุมไหนแล้วผ่านเลย เราเจอวิวสวยๆ จะย้อนกลับมาถ่ายภาพก็ไม่ได้ ถ้าเราอยากกางเต็นท์ตรงนั้นก็ทำเลย เฮ้ย! มุมนี้มันได้ว่ะ นั่งอ่านหนังสือ เขียนไดอารี่ รอจนเย็น แล้วกางเต็นท์ กินข้าว หุงหาอาหารตรงนั้น มันเป็นความสุข​ ณ ปัจจุบันที่เราชอบ

กั๊ก : เราสองคนอยากถ่ายภาพ บันทึกมุมนี้เอาไว้ พอเราเลือกขี่มอเตอร์ไซค์ เราออกแบบตารางเดินทางเอง ทุกอย่างมันยืดหยุ่น เราควบคุมได้ตอนนั้น อิสระตามที่เราต้องการ ตอนไปทริปลาวกับโบ๊ท ระหว่างทางบนภูเขารถเราเกิดยางแตก เราก็ปะยาง แต่อุปกรณ์ไม่ค่อยพร้อม เลยโบกรถกระบะเพื่อขอติดรถเข้าเมืองไปหาร้านซ่อม ระหว่างทางที่อยู่บนรถกระบะ เส้นทางวิวธรรมชาติสวยมากๆ คุยกันสองคนว่า ถ้าเรานั่งรถเที่ยวผ่านมุมนี้แล้วไม่ได้แวะคงเสียดายเแย่เลย พอซ่อมรถเสร็จ เราก็ขี่รถย้อนกลับมากางเต็นท์กลางทุ่งนา พอขี่เข้าไปมีถ้ำ ลำธาร บรรยากาศมันดีมาก โอ้โห! ถ้าไม่กลับมาซ้ำ จะรู้สึกโครตพลาด!

โบ๊ท : เราเตรียมพร้อมประมาณหนึ่ง เราเตรียมเสบียงเอง มีข้าวสาร หมูทอด หมูหยอง อาหารแห้ง พอช่วงเย็นเราเอาน้ำจากลำธารมาหุงข้าว ทำกับข้าวกินกันง่ายๆ ได้เลย วันไหนขับรถผ่านร้านขายของชำ เราจะแวะซื้ออาหารตุนเสบียงเก็บไว้ มันสะดวกตรงนี้ล่ะ

ตั้งแต่เดินทางด้วยกันมา เมนูไหนอร่อยที่สุด

กั๊ก : มาม่าร้อนๆ อร่อยที่สุดละ (หัวเราะ)

โบ๊ท : (เสริม) ช่วงเดินทางตอนอากาศหนาวเย็น ซดมาม่าร้อนๆ โครตอร่อยเลย

กั๊ก : บางมื้อเราก็ทำพิเศษขึ้นมาหน่อยนะ อาจจะยำปลากระป๋อง ใส่น้ำพริกให้มันมีรสชาติ เพราะระยะทางระหว่างเมืองมันห่างกัน บางช่วงเวลาเราไม่มีแพลนว่าจะนอนเมืองไหน พอไม่รู้ว่าวันนั้นใจจะพาไปนอนในเมืองหรือกลางป่า เราเลยต้องเตรียมเสบียงไปทำกินเอง

โบ๊ท : ตอนทริปลาวขี่รถเดินทางสองสัปดาห์ วันนั้นค่ำมืด ขี่รถออกนอกเส้นทาง เราแวะนอนกลางป่าเสบียงหมดเหลือปลากระป๋อง 1 กระป๋องแบ่งกันกินคนละครึ่ง กับข้าวธรรมดาบ้านๆ แต่มันพิเศษสำหรับเรา ถามว่าทำไมไม่เผื่อเสบียงไว้ เราเขียนแพลนเดินทางจำนวนวันเป๊ะๆ แต่ที่ไม่เป๊ะเพราะชอบออกนอกเส้นทาง (หัวเราะ)

ทำไมชอบออกนอกเส้นทาง

โบ๊ท : เพราะความไม่รู้ เพราะหลงทาง (หัวเราะ) เหมือนเวลาเราเจอหนังที่เราอยากดู เราจะอยากหลง เลี้ยวเข้าไปดู เพราะเราไม่รู้มาก่อนว่าฉาก แสง สี เสียง เป็นอย่างไร มันสนุกตรงนี้

กั๊ก : เราชอบหลงทาง แต่บางสถานที่เราก็มองหน้ากัน เฮ้ย! ขี่รถย้อนกลับทางเดิมดีกว่า มันเป็นเซ้นต์บางอย่างแต่รู้สึกว่าไม่ปลอดภัย แต่ผมกับโบ๊ทก็ไม่ได้มีความเชื่อสิ่งลี้ลับอะไรแบบนั้นนะ

โบ๊ะ : คืนนั้นเลยที่ระยอง

กั๊ก : ตอนนั้นเป็นทริปขี่รถรอบประเทศไทย เราขี่รถเข้าไปในวัดป่าตอนค่ำ แต่ไม่เจอใครเลย เพราะชาวบ้านบอกว่าพระรูปเดียวที่อยู่ในวัดท่านไปกิจนิมนต์ที่อื่น บรรยากาศมันวังเวง มีเสียงหมาหอน ปกติผมไม่ได้กลัวอะไรแบบนี้ แต่วันนั้นมันรู้สึกแปลกๆ เลยบอกโบ๊ท ออกเถอะๆ แล้วก็รีบขี่รถกันออกมาเร็วจี๋

สถานที่ที่อยากอยู่นานๆ

กั๊ก : อื้อหือ!! บอกไม่ถูกเลย ถ้าชอบที่สุดเป็นวิวกลางภูเขาลูกหนึ่ง อยู่ใกล้ๆ เมืองบ่อเต็น ลาวเหนือ กางเต็นท์นอนอยู่ 2 คืน ใจจริงเราอยากอยู่นานกว่านั้น แต่ครบกำหนดวันต้องรีบกลับมาทำงานที่ไทย เรารู้สึกเหมือนได้ย้อนอดีตกลับไปตอนเป็นเด็ก ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์มากเหมือนบรรยากาศที่ไทยเมื่อ 20 ปีที่แล้ว พอขี่รถออกมาเป็นหมู่บ้านชาวเขาเล็กๆ เราชอบวัฒนธรรม ผู้คน ความเป็นมิตร บรรยากาศสบายๆ จริงๆ ผมก็ชอบเชียงใหม่นะ ชอบสาวๆ ล้อเล่น (หัวเราะ) จริงๆ แล้วชอบธรรมชาติกับผู้คนจิตใจดี

โบ๊ท : มุมเดียวกันกับกั๊กเลย จริงๆ มันมีแต่ธรรมชาติ ป่าเขา ถ้ามากับคนอื่นเขาอาจจะเซ็งๆ รีบไปเถอะ ไม่เห็นมีอะไรเลย พอเราไปด้วยกันกับกั๊ก คนคอเดียวกัน ชอบนั่งอ่านหนังสือ นั่งดูท้องฟ้า ถ่ายรูปวิวธรรมชาติ ก็มีความสุขแล้ว

กั๊ก : เวลาที่เราชอบอะไรเหมือนกันทั้งคู่ มันดีอย่างหนึ่ง พอเจอสถานที่สงบ เราจะแยกกันคนละมุม มีโลกส่วนตัวมีพื้นที่ของกันและกัน โบ๊ทจะนั่งเขียนหนังสือ ผมจะไปนั่งดื่มด่ำบรรยากาศสงบๆ มองท้องฟ้า คิดทบทวนเกี่ยวกับตนเอง พอช่วงค่ำแล้วค่อยเข้ามาคุยกันแลกเปลี่ยนกัน ทุกอย่างมีอะไรเติมกันและกันเรื่อยๆ อาจมีบ้างที่เดินทางระยะเวลานานๆ แล้วรู้สึกเบื่อหน่าย เราสองคนจะทำสมาธิ คุยกับตัวเอง แต่ละวันเป็นไงบ้าง ปัจจุบันเรามีความสุขกับตัวเองไหม

เดินทางไปด้วยกัน เคยเบื่อกันบ้างไหม

กั๊ก : ผมไม่เคยเบื่อนะ เราต่างมีพื้นที่ของกันและกันมากกว่า แต่ตอนขี่รอบประเทศก็มีงอนๆ กันบ้าง โบ๊ทจำได้ไหม (หันไปมองโบ๊ท)

โบ๊ท : จำได้ๆ เรื่องกางเต็นท์ที่วัดใช่ไหม วันนั้นกั๊กอยากจะกางเต็นท์ในทุ่งนา อากาศดีลมพัดเย็นสบาย แต่เราไม่รู้ว่าเเป็นของใคร ตอนมืดค่ำก็อันตราย ผมเลยบอกเราไปกางในวัดน่าจะปลอดภัยมากกว่า

กั๊ก : ไม่ใช่วัดนะ ตอนนั้นระหว่างทางอยู่ภาคใต้ มึงจะไปกางที่โรงพักตำรวจ

โบ๊ท : อ้าว ไม่ใช่ตอนนั้นเหรอ เอ้า! นี่มึงงอนกูสองครั้งเลยหรอ?!

กั๊ก : (หัวเราะ) เออว่ะ

สุดท้ายวันนั้นที่ทุ่งนาใครชนะ

โบ๊ทกั๊ก : ไม่มีใครชนะ สรุปเรานอนกางเต็นท์ที่วัด (หัวเราะพร้อมกัน)

กั๊ก : ผมชอบทุ่งนา ช่วงเวลาในการเดินทางเหมือนได้มีเวลาและพื้นที่ส่วนตัว ให้ความรู้สึกโปร่ง สบายใจ

ทริปลาวใครเป็นคนขี่หลัก ผลัดกันขี่รถยังไง

กั๊ก : ส่วนใหญ่โบ๊ทจะเป็นคนขี่หลักเพราะชอบรับลม ส่วนผมจะชอบนั่งสอดส่องดูวิวคอยดูเส้นทางมากกว่า

โบ๊ท : จริงๆ แอบบอกที่ซ้อนสอง ไม่ใช่มันเก๋นะ เขาเรียกว่าดันทุรัง เพราะรถมีคันเดียว ก็เลยเอาคันนี้แหละ

ระหว่างทางนั่งเป็นเนวิเกเตอร์ คิดหรือทำอะไรบ้าง

โบ๊ท : มองสาวๆ ไง บอกเขาไปดิ (หัวเราะพร้อมกัน)

กั๊ก : เรื่องนี้ก็มีบ้าง เป็นอีกรสชาติของการเดินทาง เฮ้ย! โบ๊ทจอดๆๆ วิวสวย!

โบ๊ท : จริงๆ วิวสวย แปลว่าสาวนะ (หัวเราะ)

กั๊ก : โบ๊ทก็พูดไป จริงๆ แล้วเป็นหมู่บ้าน เขาโชว์การสูบยาเส้นแบบกระบอกยาวๆ พอแวะจอดเขาเลยชวนให้เราลองสูบดู แต่สูบยากมากๆ ต้องใช้แรงสูบเข้าไปในปอดเยอะ แถมคุยกันไม่รู้เรื่อง คุยไปหัวเราะด้วยกันไป มีเด็กๆ มาห้อมล้อมคอยเอามือมาแตะๆ จับๆ เหมือนเราเป็นมนุษย์ต่างดาว – สนุกดี

โบ๊ท : แต่ละทริปจะมีเด็กเป็นคนสื่อสาร มานั่งดูเราหุงข้าว ปรุงอาหาร เหมือนเราเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับเขา เขาเรียนรู้เรา เราพยายามเรียนรู้เขา นั่งดูเด็กๆ วิ่งไปวิ่งมา เข้ามาเล่นกับเราบ้าง เราเห็นเขามีความสุข รู้สึกอิ่มใจไปด้วยนะ ถ้าเราใช้ชีวิตได้หมือนกับเด็ก เราจะมีความสุขมากกว่านี้เยอะ

กั๊ก  : เล่นซนแต่อย่าให้นอกลู่นอกทางมาก ซนแบบเด็กๆ ผมว่าสนุกนะ เด็กมันไม่ค่อยมีเหตุผลอะไรมากมาย แค่วิ่งเล่นก็พอแล้ว พอเราโตเป็นผู้ใหญ่ อยากจะเดิน วิ่งออกไปข้างนอกบ้าง คำถามจะเริ่มตามมาแล้ว จะวิ่งไปไหน เดินไปเพื่ออะไร

มอเตอร์ไซค์สำหรับเราคืออะไร

โบ๊ท : เรามองว่าเป็นยานพาหนะรูปแบบหนึ่งที่ทำให้เราได้ออกไปเจออะไรใหม่ๆ เพื่อค้นหาอะไรบางอย่างแล้วแต่ช่วงวัย

กั๊ก : ถ้าในจังหวะที่เดินทางมัน คือ เพื่อนที่ตามใจเรา เพื่อนสนิทที่ไม่ขัดใจ สามารถพาเราเข้าไปในที่ที่เราอยากไป ให้อิสระเราบังคับมันขี่ซอกแซกไปในที่ที่อยากไปได้

Happy moment ของการขี่รถเดินทาง

โบ๊ท : คนที่ไม่ได้ขี่รถเดินทางจะบอกว่าเหนื่อย แดดร้อน เหนียวเนื้อตัว จะขี่รถให้ลำบากไปทำไม สำหรับเรามันเป็นความสุขนะ ถ้าขี่รถใหญ่ไปเที่ยวเราชอบเส้นทางน่านหรือแม่ฮ่องสอน ชอบเทโค้ง ชอบช่วงเวลาที่เรามีสมาธิได้โฟกัสกับเส้นทาง ผัสสะทั้งร่างกายนี้ถูกใช้ครบทุกส่วน เป็นช่วงเวลาที่รู้สึกได้ใช้สติของชีวิตเต็มรูปแบบ ถ้าขี่รถเล็กผมชอบวิถีชิวตของผู้คน ชาวบ้าน ชอบดูคน ดูเฉยๆ ก็มีความสุขแล้ว ชอบการขี่รถเล็กที่ลาวมากๆ ยังอยากกลับไปอีก

กั๊ก : ผมชอบขี่รถมอเตอร์ไซค์เพราะเราบังคับรถให้เลี้ยวซอกแซกไปได้ บางเส้นทางรถยนต์ขับเข้าซอย เข้าเส้นทางป่าไม่ได้ อาจจะร้อนแดด ต้องตากฝน ลำบากบ้าง แต่มันอิสระ ผมจะชอบขี่รถไปทางวิบาก เข้าป่า ขึ้นเขาตามเส้นทางเล็กๆ ยิ่งเจอทางลูกรัง มีทรายบ้างยิ่งขี่สนุก ถ้าทางเรียบผมจะเฉยๆ ผมชอบตรงที่เราสามารถหลงเข้าไปในทางที่เราเจอโดยบังเอิญได้หมด มันครอบคลุมเส้นทางที่เราอยากเดินทางได้มากกว่า มอเตอร์ไซค์เวิร์คสุดสำหรับผมนะ

เป็นคนซ้อนกับขี่เอง รู้สึกต่างกันยังไง

กั๊ก : เอาจริงๆ เวลาขี่เราต้องมองทาง ระมัดระวัง มีสติกับข้างหน้า เราได้โฟกัสกับทางข้างหน้านะ แต่ตอนซ้อนเราหันไปมองวิว เห็นภาพบรรยากาศได้รอบด้านมากกว่าขี่รถเอง เห็นมุมไหนถ่ายภาพสวยๆ เราจะสะกิดบอกโบ๊ทให้แวะจอดได้ ข้อดี คือ เวลาเราง่วงเราแอบหลับได้ด้วย (หัวเราะ)

คุณออกเดินทางเพื่อตามหาอะไร

กั๊ก : ผมไม่รู้ว่าต้องตามหาหรือเปล่า สิ่งอะไรที่เยอะไปหรือน้อยไป มันจะขาดหรือเกินไปกับชีวิต ผมคิดว่าคนเราต้องการความสมดุล การได้ออกไปเที่ยวสักสองสัปดาห์ กำลังเหมาะกับชีวิตเรา ในระดับที่เราพอดีไม่เก็บตัวอยู่ในบ้านอย่างเดียว กว่าจะเข้าใจเรื่องนี้ก็ใช้เวลา คำตอบเกิดจากการไปขี่รถทริปสั้นๆ ที่ลาวกับตอนขี่รอบประเทศใช้เวลาเกือบสองเดือนที่ไทย พอกลับบ้านเรารู้เลยว่า..การเดินทางนานเกินไปมันจะเลยจุดความสุขไปแล้ว มันกลายเป็นความพยายามมากเกินไป แต่มันเป็นบททดสอบความอดทนของเราให้ดึงตัวเรากลับมาที่ความสมดุลของตนเอง
ในมุมหนึ่งผมเรียกว่า เป็นสภาวะความอิ่มตัว จะเกิดๆ ดับๆ ถ้าขี่รถเดินทางนานๆ 2 สัปดาห์แรกจะสนุก ตื่นเต้น หลังจากนั้นจะคิดถึงหมอนที่บ้าน ความสะดวกสบาย พอหลุดช่วงเวลานั้นไป จะเริ่มกลับมาสนุกต่อได้อีกสักพักหนึ่งแล้วก็วนกลับมาอีก เราต้องดูความเบื่อ เรียนรู้ที่ต้องอยู่กับมันให้ได้

โบ๊ท : เราแก้ปัญหาได้นะ ด้วยการดูมัน ใช้ใจดู เกิดอะไรขึ้น มันเป็นสภาวะแบบนี้นะ ถ้าฝนตกมาก็แวะพักข้างทาง แดดร้อนมากก็ขี่รถแวะเข้าร่ม จะไปห้ามไม่ให้ฝนตกแดดออกเราทำไม่ได้ อย่าดึงมาเป็นอารมณ์รู้สึกหงุดหงิดไปกับมัน ผมเองก็รู้สึกเบื่อๆ เซ็งๆ บ้าง แต่เรามองสิ่งที่เกิดขึ้นตามความจริง เดี๋ยวก็ผ่านไป

การเดินทางเป็นการค้นหาแก่นสารของชีวิต

กั๊ก : การเดินทางเป็นการธุดงค์รูปแบบหนึ่งของตัวเรา แต่ไม่ใช่แบบพระนะ ถ้าเราอยู่ในเมือง เราอาจจะไม่รู้ตัวเพราะมีสิ่งเร้า มีปัญหามากระทบใจเยอะ พอเราเดินทาง เราจะต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต่างๆ เช่น ยางแตก แดดร้อนมาก ฝนตกหนัก พบกับความเบื่อหน่ายที่เข้ามา ถ้าเราตั้งสติฝึกที่จะปล่อยวาง แก้ปัญหากับสิ่งที่เกิดขึ้น เราคิดว่าเป็นการฝึกตนหาแนวทางที่เหมาะกับเราไปในตัวมากกว่า

โบ๊ท : สิ่งหนึ่งที่เราสังเกตเกี่ยวกับการเดินทางไกล คือ ถ้าเราอยู่ในเมืองกับเพื่อนทำกิจกรรมตลอดเวลา เราจะไม่มีเวลาสังเกตเห็น เพราะขาดช่วงเวลาทบทวน การกางเต็นท์นอนตามป่าอยู่กับความสงบ ธรรมชาติ ทำให้เรามีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น ยิ่งสังเกตตัวเราเอง พูดคุยกับตัวเอง เราจะมองเห็นโลกตามจริงมากขึ้น อาจมีอารมณ์เบื่อยหน่ายบ้าง แต่เราจะปล่อยมันเร็วขึ้น เออโลกก็เป็นแบบนี้ เดี๋ยวมันก็ผ่านไป
 

การเดินทางด้วยกัน การพูดกับการฟังสำคัญแค่ไหน

กั๊ก : โห สำคัญทั้งสองเรื่องและต้องคอยบาลานซ์นะ ต้องผลัดกัน มึงพูดจบแล้ว กูพูดบ้าง แต่พอการฟังเราต้องจับพลัง ดูทรง ดูความรู้สึก สีหน้าท่าทาง คอยอะลุ่มอล่วย พยายามประคับประคองระหว่างทางให้มีความสุขทั้งคู่ ทุกข์ก็ทุกข์ไปด้วยกัน แชร์คนละครึ่งทาง บางสถานที่กูอยากมีความสุข มึงมีกับกูด้วยกัน ถ้าไม่ค่อยสุข มึงก็ไปเล่นตรงนู้นก่อน ผลัดกันดื่มด่ำบรรยากาศ

โบ๊ท : ผมว่าการพูดไม่ใช่สิ่งที่แท้จริง เหมือนผู้หญิงพูดอีกอย่าง แต่คิดอีกเยอะ ไม่ใช่คิดอีกอย่างนะ (หัวเราะ) ถ้าจริตมันใกล้กันไม่ต้องพูดเยอะ จะเข้าใจกันได้ง่ายมากๆ

กั๊ก : บางทีความเงียบก็ตอบเราได้นะ (หัวเราะ)

การมีพื้นที่และช่วงเวลาส่วนตัวระหว่างเดินทาง

โบ๊ท : เรื่องสำคัญเลย จำเป็นต้องมีนะ คนเราต้องมีเวลาในการตกตะกอนความคิดของตนเอง ถ้าเราเจอเหตุการณ์บางอย่าง การหยิบความรู้ในอดีตจากหนังสือ บทความมาวิเคราะห์มองสิ่งที่เกิดขึ้นจะช่วยให้เราได้บ่มเพาะประสบการณ์ที่ฝังอยู่ข้างใน อย่างน้อยๆ เราจะได้รู้ว่า ตอนนี้กูเอาไหม ถ้าวันข้างหน้าเกิดขึ้นอีก เราต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง

กั๊ก : ผมรู้สึกว่าชีวิตเรามีชีวิตเดียว แถมไม่ได้ยืนยาวมากเท่าไหร่ การพัฒนาความสัมพันธ์กับตัวเอง จูนความคิด มุมมอง นั่งพูดคุยกับความคิด เพื่อเข้าใจตนเองเป็นเรื่องสำคัญมาก การเดินทางเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ทำให้เราทำความเข้าใจตัวเองได้และคนรอบข้างได้ อาจจะไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต แต่จะทำให้ทุกอย่างมันดี มันสงบ การเดินทางมีพื้นที่ส่วนตัวได้คิดทบทวนอยู่กับความสงบจะทำให้ชีวิตสมดุลขึ้น เหมือนได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง

การเดินทางคือการไปพิชิตบางอย่าง

กั๊ก : มันต้องมีบ้าง เหมือนเป็นกับแกล้ม เป็นเป้าหมายเล็กๆให้กับชีวิต ไม่งั้นการเดินทางมันเหมือนไม่มีแรงพลักให้เราเดินทางไปถึง

โบ๊ท : ผมว่าการพิชิตเป็นสัญชาติญาณของผู้ชายเลยนะ (หัวเราะ)

เป้าหมายสูงสุดของการออกไปเดินทาง

กั๊ก : เปลี่ยนไปตามขวบวัยชีวิตนะ เมื่อก่อนอยากเดินทางขี่รถรอบประเทศเลยในครั้งเดียว แต่พอได้ทำจริงๆ รู้สึกว่ามันไม่ใช่ความสุข บางครั้งการออกไปเดินทางเก็บทริปสั้นๆ มีช่วงพักกลับมาบ้านบ้างอาจจะสนุกกว่า ตอนนี้ถ้าได้ลองผสมผสานนั่งรถไฟบ้าง ขึ้นเครื่องบ้าง ลองนั่งเรือบ้างสลับกลับมาขี่รถ ได้ลองปรุงให้มีรสที่แตกต่าง น่าจะรสอร่อยกว่า

โบ๊ท : พออายุเปลี่ยนความสุขคนเราจะเริ่มชัดเจนขึ้น เป้าหมายกับรูปแบบการเดินทางยาวๆ แบบที่กั๊กบอก มันจะปลี่ยนไปตามอายุ เหมือนเราเจียวไข่เจียว ตอนอายุ 20 ทอดไข่เปล่าๆ ก็ว่าอร่อยแล้ว พออายุมากขึ้น เราได้ลองเติมเครื่องปรุง ใส่ผักชี ต้นหอม หรือพริก รสชาติอาจจะเปลี่ยนไปแต่อาจจะถูกใจตอนนั้นก็ได้ ขึ้นอยู่กับบทเรียนชีวิต ประสบการณ์ เราจะปรุงรสได้กลมกล่มขึ้นในแบบของเรา รสชาติอาจจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เผลอๆ ตอนอายุ 40 อาจจะเปลี่ยนมากินไข่ต้มแต่ไม่ปรุงเลยก็ได้  เป้าหมายการเดินทางในชีวิตผม คือ การปรุงรสตามขวบวัย อร่อยกับปัจจุบัน เราอาจจะยังไม่รู้ว่าว่าปีหน้าเราจะอยากกินอะไร แต่ตอนนี้เรารู้ว่าอยากจะกินอะไรก็พอแล้ว

กั๊ก :ใช่ เรื่องนี้เลย เราควรปรุงรสอร่อยแบบของเราเองในปัจจุบัน รสมันดีที่สุดแล้ว

ความรู้สึกของการเดินทางด้วยกัน

โบ๊ท : ความสุขครับ เราสองคนอยากมีความสุข พอได้เดินทางกับคนคอเดียวกัน มันใช่เลยว่ะ! เราเรียนรู้ที่จะมีความสุขในอายุตอนนี้ว่ามันเป็นแบบนี้ พอแก่ตัวไปอย่างน้อยตอนเป็นคุณปู่ ผมก็มีเรื่องเล่าความสุขจากการเดินทางให้หลานๆ ฟัง (ยิ้ม)

กั๊ก : เหมือนได้ย้อนเวลากลับไปเป็นเด็ก มีเพื่อนคนหนึ่งมาเล่นด้วยกัน เป็นช่วงเวลาที่เราโล่งในเรื่องของความคิด ความทุกข์ ปัญหา มีความสุขมากที่สุด สัมผัสที่เราเดินทางด้วยกัน มันได้กลับมาเป็นเด็กอีกครั้ง สนุกสนาน เบิกบาน ผ่อนคลาย มันเข้าใกล้สิ่งนั้น

Story & Photo: Srinakorn Lakornsri
Photo: Jurney Easy Funny