เชิดชิต เกิดเกียรติพงศ์ หรือพี่แม็คในวัยห้าสิบหมาดๆ ถือเป็นเป็นครีเอทีฟโฆษณารุ่นเดอะที่ยังคงพเนจรอยู่ในยุทธจักรเอเจนซี่แบบยืนยงคงกระพัน แม้จะไม่เคยออกตัวว่าเป็นคนเก่งหรือนักล่ารางวัลใดๆ แต่เขาก็เติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ อย่างมั่นคงในสายงานที่ถนัด จากตำแหน่ง Graphic Designer ในวัยหนุ่ม มาเป็น Art Director ที่คร่ำหวอดมาหลายสำนัก จนกระทั่งมานั่งเป็น Associate Creative Director ที่บริษัท Spa-Hakkuhodo ซึ่งรับผิดชอบดูแลลูกค้าหลากหลายในปัจจุบัน นับตั้งแต่การบินไทย สิงห์ไลท์ โออิชิ ชาบูชิ ไปจนถึง Café Amazon

วันนี้เราจะคุยกับพี่แม็คถึงประสบการณ์ชีวิตในฐานะนักโฆษณาที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาทุกสมัย รวมถึงการวางแผนอนาคตของหนุ่มใหญ่วัยใกล้เกษียณ ที่ฝันจะเลี้ยงชีพต่อไปด้วยฮ็อบบี้ใหม่อย่าง ‘การตัดผม’ …เราสนใจว่าหนุ่มอารมณ์ดีคนนี้ออกแบบชีวิตเขาอย่างไร ถึงได้เติมเต็มรอยยิ้มให้ตัวเองได้แบบพอดีทุกวี่วัน

โค้งสุดท้ายของอาชีพนักโฆษณาและแนวโน้มที่มีนัยสำคัญ

สมัยนี้ชีวิตมนุษย์ย้ายไปอยู่บนโลกออนไลน์กันหมดฮะ ในวิถีของการโฆษณาก็เหมือนกัน การใช้สื่อแบบดั้งเดิมมันไม่ค่อยจะเวิร์คแล้ว สมัยก่อนเรามี TVC มี Press Ad มี Print Ad ที่เป็นมีเดียหลัก แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว งานโฆษณาต้องไปให้ได้ทุกแพลทฟอร์ม ไปออนไลน์ด้วย ไปโซเชียลด้วย ทุกแคมเปญต้องมีความอินเตอร์แอคทีฟ ต้องมีชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์ถึงจะเวิร์คครับ ส่วนผมเป็นคนรุ่นเก่าก็ตามเขาทันบ้างไม่ทันบ้าง (หัวเราะ) แต่มันก็พอรู้น่ะ เพราะในสายอาร์ตไดเร็กเตอร์เราก็ต้องดูแลงานด้านภาพทั้งหมดอยู่ดี”

“โครงสร้างการทำงานในเอเจนซี่จะผ่านไปกี่ทศวรรษก็เหมือนเดิม
สิ่งที่เปลี่ยนคือเนื้องาน ซึ่งผมว่าคนเราก็ควรทำให้ได้ทุกอย่างนะ”

การแข่งขันระหว่างครีเอทีฟรุ่นเก่ากับรุ่นใหม่

ผมว่าทุกคนแค่ต้องสร้าง uniqueness ของตัวเองนะ เราต้องชัดต้องเด่นไปสักทาง อย่างตัวผมไม่ค่อยมีพรสวรรค์เรื่องการคิดคอนเซ็ปท์คมๆ แต่ผมมีพรสวรรค์เรื่อง art direction ที่ดี ก็เลยยังครองอาชีพนี้ได้มาจนบัดนี้ (หัวเราะเสียงดัง) อันนี้พูดอย่างไม่ถ่อมตัวนะครับ ผมรู้ตัวเองแล้วว่าเราเด่นทางนี้ แล้วคนอื่นก็รู้ว่าผมเด่นทางนี้ ดังนั้นเวลาที่เขาจะใช้งานผม บางทีก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นลูกค้าที่ผมรับผิดชอบอยู่เท่านั้น งานที่คนอื่นเขาขอให้ช่วยผมก็ยินดีทำ คือถ้าทำแล้วลูกค้าชอบ มันขายได้ แม้ไม่ใช่งานในกลุ่มของตัวเองผมก็รู้สึกดีนะ ซึ่งทุกวันนี้มันก็เป็นอย่างนั้น”

อาร์ตไดเร็กเตอร์ในวัย ‘สี่สิบ’

“ตอนอายุสี่สิบ (เมื่อสิบปีก่อน) ผมเพิ่งจะลองมาเป็นอาร์ตไดเร็กเตอร์… ในเมืองไทยถือว่าช้านะ แต่ถ้าเมืองนอกก็ธรรมดา เพราะที่เมืองนอกถ้าไม่เก่งจริงก็ขึ้นมาเป็น Art Director ไม่ได้ …ส่วนตัวผมที่ช้าเพราะมีช่วงหนึ่งที่ผมหลบไปทำแม็กกาซีนบ้าง ไปทำค่ายเพลงบ้าง ไปทำสื่อการสอนบ้าง แต่สุดท้ายก็วนกลับมาทำเอเจนซี่อีก เข้าๆ ออกๆ อยู่นั่นแหละ (หัวเราะ) คือโดยพื้นฐานแล้วผมชอบทำงาน graphic design ที่สุดไง เพราะมันได้ใช้วิชาองค์ประกอบศิลป์เต็มที่ เราชอบเรื่องการจัดวางภาพ ฯลฯ ซึ่งสมัยก่อนงานกราฟิกในเอเจนซี่ก็จะได้ทำแต่งาน 2D เป็นหลัก แต่พอหลังๆ ผมถึงเข้าใจมากขึ้นว่างานกราฟิกมันไม่ได้มีข้อจำกัดเลยนะ มันไม่ต้องอยู่บนกระดาษก็ได้  ซึ่งในวันที่เราลองมาทำตำแหน่งอาร์ตไดเร็กเตอร์ เราก็ยังได้ใช้ทักษะพวกนั้นจริงๆ ทั้งเรื่องการจัดวางภาพ การดูองค์ประกอบสี ฯลฯ เวลาไปออกกองเราก็จะเป็นคนดูภาพรวมในจอมอนิเตอร์ ช่วยดูความลงตัวว่ามันมีอะไรขาดเกินไปรึเปล่า”

“ชีวิตผมย้ายงานมาสามสิบกว่าที่ โชกโชนมาก
แต่ถ้ามาคิดย้อนไปสมัยหนุ่มๆ ผมเองก็ทำตัวไม่เหมาะสม
เห็นอะไรไม่เข้าตากรรมการหน่อยก็ไม่เอาละ ลาออก แถมนิสัยเสียด้วย
คือแทนที่จะไปบอกเขาดีๆ ก็ไปเขียนใส่กระดาษทิ้งไว้บนโต๊ะเขา
เรียกว่าไม่มีมารยาทเลย สมควรโดนด่า”

ความภูมิใจในอาชีพนักสร้างภาพ

ผมชอบเวลาได้รับคำชมนะ (ยิ้ม) เพราะเรื่องงานผมก็ทำได้หมดแหละ แต่ดีรึเปล่าไม่รู้ไง ดังนั้นสิ่งที่จะทำให้ผมรู้สึกดีเป็นพิเศษก็คือเวลาที่ทำงานไปแล้วมันผ่านฉลุย ลูกค้าชม ลูกค้าซื้อ โดยเฉพาะถ้าขายผ่านได้ในครั้งเดียวนี่จะปลื้มมาก …เออ…กูเก่งเว้ย (หัวเราะร่วน) แต่เรื่องรางวัลผมไม่เคยหวัง เราไม่มีสิทธิ์ได้อยู่แล้ว งานอวอร์ดมันแค่สวยไม่พอไงฮะ ไอเดียต้องคมด้วย ซึ่งไม่ใช่จุดเด่นของเรา และเดี๋ยวนี้งานอวอร์ดมันมีความละเอียดอ่อนขึ้นเยอะ มีตัวชี้วัดหลายอย่าง แค่ไอเดียคมอย่างเดียวไม่พอ งานสวยก็ยังไม่พออีก มันต้องมีความสร้างสรรค์สังคมด้วย และหัวข้ออะไรที่เคยมีคนทำไปแล้วถึงเราจะทำดีกว่าก็ยากที่จะได้รางวัล อะไรแบบนี้เป็นต้น”

วิธีจัดการตัวเองเวลาเบื่องาน…เบื่อชีวิต

“เราต้องให้กำลังใจตัวเองเป็นครับ และต้องรู้ตัวด้วยว่าเราทำงานนี้เพื่ออะไร อย่างผมบอกตัวเองชัดว่าทำเพื่อเลี้ยงชีพ เวลาที่เบื่อมันมีแน่นอน ไม่มีใครไม่เคยเบื่องานหรอก แต่หลังเลิกงานจะไปหาอะไรทำแก้เบื่อก็อีกเรื่องนึงนะ” (หัวเราะเสียงดัง)

“เราต้องหัดมองสิ่งที่เราเบื่อในมุมที่ทำให้เรามีความสุขที่สุด
ต้องให้กำลังใจตัวเองว่านี่เป็นสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดแล้ว”

“มันเป็นทุกคนแหละครับ ยิ่งในช่วงอายุแบบผม เป็นผู้ชายวัยทอง บางวันมันก็เฟลเฉยๆ โดยไม่มีสาเหตุ เราก็ต้องคุยกับตัวเองบ่อยๆ ว่าอย่ามัวไปโทษปัจจัยรอบข้าง ให้หันกลับมาถามตัวเองว่าเราพลาดอะไรไปรึเปล่า คิดทบทวนดู หนึ่ง สอง สาม สี่ ว่าเราทำอะไรไม่ดีไปไหม เราถึงได้รู้สึกไม่ดีกับตัวเอง ถ้าคิดไม่ออกก็ถามคนใกล้ตัวดู อย่างผมก็ถามแฟน เพราะแฟนผมเขาเป็นคนมองโลกแง่ดีมาก เวลาที่เราคุยกับคนคิดบวกเราจะสบายใจขึ้น ..อยู่กับตัวเองเยอะไปก็ไม่ดีนะ ต้องฟังคนอื่นบ้าง”

‘ฮ็อบบี้’ และการสร้างสุขที่พอดีกับตัวเอง

“ตอนนี้ความสุขของผมมันเอียงมาเรื่องส่วนตัวซะมากเลยฮะ เช่นเรื่องมอเตอร์ไซค์ เรื่องจักรยาน เรื่องการเล่นกีฬา (หัวเราะ) เมื่อประมาณสามสี่ปีที่แล้วผมเคยไปลองเล่นไตรกีฬาด้วยนะ เพราะเราชอบว่ายน้ำ ชอบขี่จักรยานเป็นทุนเดิม แต่ตอนหลังไม่ค่อยมีเพื่อนไปเล่นด้วยแล้ว เพราะมันเหนื่อยเกิน แบบแทบขาดใจฮะ (หัวเราะ) แถมเป็นกิจกรรมราคาแพงด้วย จะไปแข่งทีต้องเสียเงินเป็นหมื่นๆ ทั้งค่าเดินทาง ค่าที่พัก ตอนนี้ก็เลยเหลือแค่จักรยาน ว่ายน้ำ และมอเตอร์ไซค์ที่เป็นกิจกรรมโปรด”

Photo: Bas Peerachai

“ทุกวันนี้ขี่จักรยานจริงจังระดับหนึ่ง ขี่แบบมีตั้งเป้าไว้ทุกปี เช่นว่าปีนี้จะไปขี่ที่ไหนบ้าง จะแข่งสนามไหนบ้าง ฯลฯ อย่างเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ที่ผ่านมาผมก็ไปขี่ขึ้นดอยอินทนนท์ แล้วก็ไปลงสมัครที่อื่นๆ ไว้ด้วย มันสนุกดีนะครับ คือเรามีก๊วนไปขี่ด้วยกัน ไปลงแข่งเป็นทีม”

“การลงแข่งขันผมไม่ได้ทำเพื่อจะเอารางวัลหรอก
แต่ผมเอาสนุก ยิ่งได้ซ้อมก็ยิ่งทำให้เราขี่สนุกมากขึ้น”

“จริงๆ ผมเริ่มขี่จักรยานมาประมาณ 8 ปีแล้ว ตั้งแต่มันยังไม่บูมเลย คือสมัยนั้นผมมีเพื่อนคนหนึ่งที่เขาคลั่งจักรยานมาก เขาเอาจักรยาน Ducati คันหนึ่งมาขายผม แล้วก็ชวนผมไปขี่ด้วย คันนั้นเป็น city bike ครับ ก็ดูเท่ดีหรอก แต่พอถึงวันที่นัดกันแถวสุวรรณภูมิ ผมก็ใส่เสื้อยืดกางเกงขาสั้นออกไปขี่กับเขา…แล้วก็พบว่า…เอ่อ…เราไม่เข้าพวกว่ะ! (หัวเราะร่วน) คือคนอื่นเขาแต่งองค์ทรงเครื่องกันเต็มมาก ขี่รถกันก็แบบจริงจังอ่ะ ไม่นานผมก็เลยขายรถคันนั้นไป แล้วก็มาซื้อจักรยานเสือหมอบแทน ซื้อชุดขี่จักรยานแบบจริงจัง ลงทุนเต็มที่เลยทีนี้”

Photo: Puttharak Mhong Putthiprechapong
Photo: Puttharak Mhong Putthiprechapong
Photo: Puttharak Mhong Putthiprechapong
Photo: Bas Peerachai

จากจักรยานมาสู่มอเตอร์ไซค์

“ตอนแรกอยากได้ Ducatti แต่สุดท้ายมาลงตัวที่ Triumph Thruxton 900 รุ่นปี 2007-2008 รุ่นแรกที่ใช้เครื่องหัวฉีด คันนี้มาอยู่กับผมได้สักสองปีกว่าแล้ว แต่ผมเพิ่งจะมาขี่มอเตอร์ไซค์เป็นจริงๆ แค่สองปีเองนะ …จะว่าไปเรื่องมอเตอร์ไซค์นี่เป็นปมด้อยข้อหนึ่งของผม เพราะสมัยเด็กผมขี่มอเตอร์ไซค์ไม่เป็นไง แล้วมีอยู่ปีหนึ่งที่ผมพาแฟนไปเที่ยวปาย แฟนก็บอกให้เช่ามอเตอร์ไซค์สิ จะได้ขี่ไปไหนต่อไหนกัน ผมก็ได้แต่ตอบไปอ่อยๆ ว่าพี่แม็คขี่ไม่เป็นอ่ะคับ ซ้อนจักรยานแทนได้มั้ย (หัวเราะร่วน) แล้วบนปายน่ะ คุณนึกออกใช่มั้ย ใครจะไปขี่ให้ซ้อนไหว สุดท้ายเราก็เช่าจักรยานไปเข็นกัน…หมดท่าเลย  จนตอนที่ซื้อ Triumph มานี่ผมก็ยังขี่ไม่เป็นนะ แต่ซื้อมาก่อนเพราะดันไปสัญญากับเขาไว้แล้ว หลังจากนั้นค่อยมาให้เพื่อนสอน ครึ่งวันก็พอได้ละ” (ยิ้มหล่อ)

Photo: Bazzanova Bazz

แต่งรถ – แต่งตัว แบบไบเกอร์สายครีเอทีฟ

“ที่โดนใจผมที่สุดน่าจะเรียกว่าสไตล์นีโอวินเทจครับ เพราะมันคือรถใหม่ที่เอามาแต่งแบบวินเทจ ก็มีคนแนะนำให้ผมไปที่ร้าน Tri Garage ของพี่ต๋อม จากนั้นก็เสียเงินเรื่อยๆ เลยครับ (หัวเราะ) แต่ตอนนี้น่าจะอยู่ตัวแล้วล่ะ พอละ (หัวเราะ) ที่ทำมาก็ชอบครับ ทำให้เรารู้ว่าเราชอบแนววินเทจนะ ไม่ได้ชอบแนวสปอร์ต”

“ผมว่าสุดท้ายแล้วมอเตอร์ไซค์นั่นแหละที่มันเลือกคน
ทั้งแบรนด์และชนิดของมอเตอร์ไซค์มันเลือกเราเอง”

“สังเกตุนะครับว่าแบรนด์รถ ชนิดรถ หรือกระทั่งการแต่งรถ มันก็จะพาเราไปเจอกับกลุ่มคนที่ไม่เหมือนกัน อย่างตัวผมที่คิดจะแต่งรถแบบนี้ ก็ทำให้ได้มาเจอกับกลุ่มคนแบบนี้ ซึ่งมันจะรู้สึกได้เองว่า…ใช่ละ! แก๊งนี้ล่ะที่ถูกจริตเรา เคมีมันตรงกัน แต่งตัวจัดทุกคน” (หัวเราะเสียงดัง)

Photo: Weerayutt Rojanawichian


“เรื่องแต่งตัวคือมีทุกอย่างน่ะครับ ทั้งเสื้อแจ็กเก็ตหนังเอย รองเท้าบู๊ทเอย หมวกกันน็อคนี่แต่ก่อนผมมีเยอะมาก ยิ่งตอนหลังมาหลงเสน่ห์หมวกวินเทจยุคปี 60s – 70s พวกแบรนด์ Griffin, Bell Moto, Buco กว่าจะออกจากบ้านได้ทีนานแสนนาน แฟนบอกนานไปละ เลือกหมวกไม่ได้อยู่นั่น (หัวเราะ) ณ จุดหนึ่งเคยมีถึงสิบกว่าใบนะครับ แต่ตอนหลังขายไปเยอะแล้ว เหลือใช้อยู่แค่ไม่กี่ใบ เพราะผมอยากปรับโหมดชีวิตด้วย คือปรับลงทุกอย่าง มีใช้เท่าที่จำเป็นจริงๆ ก็พอ เริ่มเบื่อความเยอะของตัวเอง”

Photo: Torsak Chuenprapar

จักรยาน VS มอเตอร์ไซค์ ความสนุกที่แตกต่าง

“จักรยานมันสนุกที่เราได้ออกกำลังกาย เป็นการต่อสู้กับร่างกายเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่เราตั้งไว้ ถ้าวันไหนทำได้มันก็ภูมิใจ ส่วนมอเตอร์ไซค์นี่ไม่มีอะไรภูมิใจหรอก เป็นความสนุกแบบแพชชั่นล้วนๆ (หัวเราะ) มีช่วงหนึ่งที่ผมก็เบื่อจักรยานไปเหมือนกันนะ…แต่โชคดีว่าเรามีเพื่อนขี่ด้วยกันหลายคน มันก็มีเรื่องให้บลัฟกันไปมา มีเรื่องให้แข่งกันบ้างอะไรบ้าง ความสนุกมันจะกลับขึ้นมาได้ถ้าเราไม่ซีเรียสกับมันมากไป”

ช่างตัดผม…อาชีพในฝันหลังเกษียณ

“เหตุมันมาจากว่าผมเป็นคนรักสวยรักงามฮะ (ยิ้ม) ชอบแต่งตัว ชอบทำนู่นนี่กับทรงผม มันสนุก แล้วเราไปตัดผมที่ไหนก็ไม่ค่อยถูกใจ ก็เลยตัดเองซะเลย เพราะเราเชื่อลึกๆ ว่าเราทำได้ เรามีทักษะเรื่องศิลปะ ซึ่งก็ทำได้จริงๆ ทีนี้พอเพื่อนๆ รู้ว่าเราตัดผมพอได้ ก็เริ่มมีคนมาขอให้ตัดให้ จะทรงอันเดอร์คัททรงวินเทจอะไรผมก็ทำได้หมดนะ ข้อสำคัญคือเราต้องดูทรงที่เหมาะกับรูปหน้าของเขา ตอนนี้ก็กำลังสนุกกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ฮะ ซื้ออุปกรณ์มาครบทุกอย่างแล้ว มีทั้งมีดซอย กรรไกรซอย แบตเตอเรี่ยน ครบมือเลย ก็คิดว่ามีโอกาสเมื่อไรจะไปลงคอร์สเรียนจริงจัง แล้วก็จะเริ่มทำเพจในเฟสบุ๊ค เกษียณจากเอเจนซี่เมื่อไหร่ก็จะได้มีลูกค้าประจำรออยู่บ้าง (ยิ้มกว้าง) ผมตั้งชื่อร้านในอนาคตไว้แล้วฮะว่า MacQuarie แอบฝันว่าจะเปิดใน RCA ให้อยู่ใกล้ๆ กับร้านมอเตอร์ไซค์ Triumph”

Shift UP หวังว่าจะได้เห็น MacQuarie Barber Shop ของเขาเปิดประตูต้อนรับลูกค้าจริงๆ ในอีกห้าปีข้างหน้า เพราะเชื่อเหลือเกินว่า..ไม่ว่าพี่แม็คจะเอาร้านไปเปิดที่ไหน ถ้าลองว่าเขาตัดผมดีจริงแล้ว อยู่ไกลแค่ไหนลูกค้าก็คงตามไปหาแน่นอน “ช่างผมก็เหมือนกับหมอดูนั่นแหละ…แฟนผมเขาบอกไว้” พี่แม็คสรุปปิดท้ายพร้อมนัยน์ตาเป็นประกาย

“ทุกครั้งที่ผมหายใจลึกๆ ผมจะคอยบอกตัวเองว่าจริงๆ แล้วเราเป็นคนที่มีความสุขมากกว่าใครหลายคนแล้วนะ เราไม่ต้องทำงานกลางแดด เรามีเงินใช้ เราได้ทำในสิ่งที่เราฝัน ผมว่าคนเราต้องให้กำลังใจตัวเองครับ มองบวกให้เป็น ชีวิตมันก็แค่นี้ บางทีคุณแค่ใช้มันไปโดยลืมว่าคุณยังหายใจอยู่ ซึ่งนั่นคือโชคดีแล้ว จงมีความสุขกับมันซะเถอะ”

Photo: Pe Chuenchoophol, Courtesy of Mac Koedkietpong

SHARE
Story teller / Daughter / Sister / Lover / Daydreamer นักเขียน นักสัมภาษณ์ และบรรณาธิการอิสระ