แม้จะจั่วหัวด้วยคำว่า Review แต่ขอออกตัวก่อนว่า รีวิวครั้งนี้ถือเป็นการแชร์ประสบการณ์และความรู้สึกในการขับขี่ที่ได้รับจาก Royal Enfield Himalayan จะดีกว่า ด้วยประสบการณ์ 2 ปีกว่าถือว่ายังเป็นมือใหม่ในการขี่มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์มากๆ …งานนี้ไม่มีค่าจ้าง ไม่ได้ค่าโฆษณาใดๆ แต่มาจากหัวใจและประสบการณ์ตัวเองล้วนๆ

หลิงได้รู้จัก Royal Enfield Himalayan มาสักพัก แต่ได้เจอตัวจริงครั้งแรกที่งาน Bangkok Motorbike Festival (BMF) 2018 เมื่อปลายมกราคมที่ผ่านมา และการได้พบกันในครั้งนั้นถือเป็น ‘รักแรกพบ’ ของหลิงก็ว่าได้ คือแค่ได้เห็น..ก็ทำให้ใจหวั่นไหวในทันที ด้วยเพราะตัวเองชอบความคลาสสิกและชอบการผจญภัยนิดๆ มอเตอร์ไซค์แนว Classic Adventure คันนี้จึงได้ใจหลิงไปเต็มๆ แต่..เดี๋ยวก่อน! เราจะไม่ตัดสินอะไรแค่ที่ภายนอก หลิงกับเจ้า Himalayan คันนี้จะเป็นเพื่อนรักกันได้มั้ย – มันต้องพิสูจน์!!

ทริปกรุงเทพฯ – เขาใหญ่ ไปกลับรวมระยะทาง 430 กม. ไม่ใกล้ไม่ไกล แต่บอกอะไรได้ดีพอสมควร เชิญล้อมวงกันเข้ามา พีรดาจะเล่าให้ฟัง…

รถสูง คนเตี้ย จะยังไง?

ผู้หญิงหลายคนถอดใจเพราะเห็นว่าเจ้าหิมาลายันคันนี้ดูสูงไม่ใช่เล่น ด้วยความสูงของเบาะ 800 mm หลิงสูงประมาณ 160 cm (รวมรองเท้าบูท) หนัก 45 กก. เมื่อคร่อมรถ ปลายเท้าทั้งสองข้างจะแตะพื้นแบบบัลเล่ต์ จึงต้องเอียงก้นลงข้างหนึ่งให้ปลายเท้าถึงพื้นครึ่งเท้าเพื่อประคองรถ ซึ่งสามารถทำได้ไม่ยาก รวมถึงการเข็นรถก็ทำได้ไม่ลำบาก เพราะนำ้หนักรถเพียง 185 กก. หลิงถือว่าเบาทีเดียวหากเทียบกับมอเตอร์ไซค์ไทรอัมพ์ รุ่น บอนเนวิลล์ ที่ตัวเองใช้อยู่ซึ่งหนักประมาณ 250 กก. ส่วนสาวๆ สายเอ็นดูโร่หรือสาวๆ ที่มีทักษะการขี่เก่งอยู่แล้ว – ถือว่าจบ เพราะะมีเทคนิคในการควบคุมรถได้แบบสบายๆ ฉะนั้น เรื่องความสูงของรถ หลิงว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ แถมโช้คยังมีช่วงยุบเยอะและสามารถปรับแต่งให้เหมาะสมกับผู้ขับขี่ได้อีกด้วย (สำหรับหลิง ถ้าปรับโช้คอีกนิด ชีวิตจะเฟี้ยวขึ้นทันที!)

สะท้าน สะเทือน แค่ไหน?

คำถามยอดฮิตที่ได้รับเลยค่าา.. หลิงไม่รู้ว่าพวกคุณรับรู้หรือได้ยินอะไรมา หากเทียบกับรุ่นอื่นๆ ของ Royal Enfield อย่าง Classic 500 และ Continental GT ซึ่งหลิงเคยลองขี่ในสนาม Motor Sport สุวรรณภูมิ สองรุ่นนี้มีความสะท้านอยู่บ้าง แต่ถือว่าอยู่ในระดับที่รับได้ เพราะมันคือรถคลาสสิก แต่สำหรับ Himalayan คันนี้ พวกพี่ลืมคำว่า ‘สะท้าน’ และ ‘สะเทือน’ ไปได้เลยค่ะ เพราะมันให้ความนุ่มนวลในการขับขี่ได้อย่างน่าประทับใจ

ส่วนตัวหลิงมักไม่ขี่เร็วและจะทำความเร็วช่วงถนนโล่งทางตรงที่ประมาณ 100-120 กม./ชม. สำหรับ Himalayan 411 cc คันนี้ การวิ่งทางไกลบนทางดำด้วยความเร็ว 100-110 กม./ชม. ถือว่านิ่งมาก รู้สึกดี และรู้สึกสบายที่สุด แต่หากต้องทำความเร็วเพิ่มขึ้นหรือต้องไล่ให้ทันกลุ่มเพื่อน บิดที่ 120-130 กม./ชม. ยังคงทำได้สบายๆ เกินกว่านี้ 130 รถก็จะเริ่มออกอาการสั่นบ้าง

ออกตัวไม่แรง แต่ก็แซงฉลุย!

หลายคนบอกว่ามันอืดไปหน่อยเวลาออกตัว แต่จุดนี้หลิงเฉยๆ เพราะเครื่องยนต์ขนาด 411  cc จะให้แรงไปไหนอะค้าาา… รีบตบเกียร์ 2 แซงสายนอนขี่ได้ก็พอแล้ว!! ตีนปลายก็สู้กับชาวบ้านเขาได้อยู่ แซงรถยนต์หรือรถบรรทุกในขณะที่ตัวเองชี่อยู่ที่ 100 กม./ชม. บิดแซงด้วยความเร็วที่ 120-130 ก็พุ่งแซงไปได้เฟี้ยวๆ ช่วงขึ้นเขาใหญ่บนทางชันที่เกียร์ 3 ก็ไต่ไปได้เรื่อยๆ แบบแรงไม่ตก จังหวะที่ต้องชะลอช่วงเจอรถติดบนเขา ตบเกียร์ 2 ก็แซงผ่านไปได้สบายอีกเช่นกัน ส่วนหนึ่งอาจเป็นที่น้ำหนักตัวเองและสัมภาระไม่เยอะ โดยรวมถือว่า Himalayan ทำได้ไม่เลว ถ้าได้ปรับคันเร่งสักหน่อยก็บิดติดมือ อีกอย่างที่ขอชื่นชมคือ นี่มันคันเกียร์บ้าอะไรคะ​?!! โครตนิ่มเลยค่ะ ตบเกียร์ได้นิ่มๆ ซิ่งแต่ละสะเต็บได้สบายเท้ามากๆ  

การเข้าโค้ง – หลิงใช้ความเร็วที่ 60-80 กม./ชม. ในเส้นทางเขาใหญ่บางช่วง ขี่ไปเรื่อยๆ พอได้เล่นโค้งสนุกๆ เทโค้งพับไปมาได้ดีน่าพอใจ หรือการเบรคกระทันหันในช่วงทางตรงที่ความเร็ว 100-120 กม./ชม. ถือว่าทำได้ดี ย้ำเบรคอีก 1-2 ทีก็หยุดรถได้ในระยะที่ปลอดภัย ส่วน Engine Break มีความหน่วง ไม่กระชาก และค่อนข้างนุ่มนวล ทำได้ดีทั้งในช่วงทางตรงและตอนลงเขาในทางลาดชัน

ทางดำก็ดี ทางดินก็ได้

ชอบยาง Pirelli MT60 ที่มากับรถ เพราะขี่ได้ดีทั้งทางดำและทางดิน เข้าโค้งหรือขี่ทำความเร็วบนทางดำอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ไม่มีอาการย้วย เรื่องขี่ออฟโรดลุยกรวด-หิน-ลำธาร ถือว่าสบายมาก เพราะมันถูกทำมาเพื่อสิ่งนี้อยู่แล้ว เอาแค่พอขี่สนุกๆ รุ่นนี้เขาขี่ตะลุยเทือกเขาหิมาลายันได้ก็ถือว่าไม่ธรรมดา ปลายท่อถูกออกแบบมาให้ยกสูงเพื่อขี่ลุยน้ำได้ในระดับหนึ่ง สำหรับหลิงแค่นี้ก็เกินพอแล้ว เพราะเราไม่ได้ต้องการอะไรมากกว่านี้

อีกสิ่งหนึ่งที่ประทับใจและโดดเด่นมากๆ คือระบบช่วงล่างและโช้คหลังเดี่ยว Monoshock ที่มีความนุ่มนวล (หลิงใช้คำนี้บ่อย เพราะแสดงความรู้สึกได้ชัดเจนที่สุดสำหรับตัวเอง) บวกกับเบาะนั่งที่นุ่มสบายก้นมากๆ ด้วยแล้ว ขี่ออกทริปทางไกลแทบไม่มีอาการเมื่อยล้าปวดหลังแต่อย่างใด การขับขี่บนทางขรุขระ ทางเป็นคลื่น หรือคอสะพาน ก็ผ่านไปนิ่มๆ เช่นกัน เอาเป็นว่า…ขี่โครตสนุกเลยค่ะ!!

ม้าศึกคู่ใจ

ด้วยท่านั่งหลังตรงขณะขับขี่ ระยะแขน-ขาที่เหมาะสม และถังน้ำมันขนาด 15 ลิตรที่ถูกออกแบบมาให้มีความเพรียว ไม่ยาวจนเกินไป การยืนขี่ไปบนถนนสภาพต่างๆ สามารถใช้ขาหนึบถังน้ำมันได้กระชับแบบขาไม่กาง ช่วงรถติดในเมืองก็มุดได้สบายเพราะระดับแฮนด์อยู่สูงกว่ากระจกรถยนต์ ..ซิ่งโลดเลยค่าาา

ระหว่างที่ขี่เจ้า Himalayan คันงามไปบนท้องถนน หลิงรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังควบม้าศึกคู่ใจที่มีความงดงาม มีท่วงท่าสง่างาม ปราดเปรียว และว่องไวในระดับที่ตัวเองพอใจมาก เรียกว่าเจอ ‘เนื้อคู่’ เข้าให้แล้วล่ะค่ะ ถ้าใครเคยรู้สึกแบบนี้ตอนเจอรถที่ถูกใจสักคัน คุณจะเข้าใจความรู้สึกหลิง  

สำหรับ Royal Enfield Himalayan คันนี้ บอกได้คำเดียวว่า.. ‘รักหมดใจ’ (หัวใจมีหลายห้อง)    

ป.ล. จบทริปเขาใหญ่ (17-18 ก.พ.) ก็ไปต่องาน Run & Sun 2018 โดย 8080Cafe (24-25 ก.พ.) ที่ผ่านมา ลงแข่งรุ่น Lady Baby ขี่หาบ้านเช่าในแทร็คทางดิน เลยเอาภาพมาฝากเพิ่มค่ะ ^^

Story: Ling Bhirada
Photo: Pao Budda, Wirote Kongthawee, Panawad Chumsai
Special Thanks: Royal Enfield