ผมเคยฝันอยากเป็นนักทดสอบมอเตอร์ไซค์มานานกว่า 2 ปี เพราะเป็นคนที่ชอบรถมอเตอร์ไซค์หลากหลายรูปแบบ แต่ก็ไม่สามารถครอบครองได้เองทุกรุ่น อาศัยไปทดสอบตามงานต่างๆ ที่จัดขึ้น เก็บประสบการณ์ไปเรื่อยๆ จนเมื่อสัก 2 เดือนก่อน ทาง Shift UP แจ้ง Mission Possible คุณมีภาระกิจสำคัญระดับทอมครูซต้องอิจฉา ให้ไปทดสอบรถ วันที่ 6-8 กุมภาพันธ์ 2018 ถ้าจะปล่อยโอกาสนี้ไป ผมคงเสียดายแย่ ทั้งที่ยังไม่รู้รายละเอียดอะไรเลย แต่ผมตอบตกลงทันที! จึงเป็นที่มาของการ review ครั้งนี้

ในครั้งนี้ผมได้ทดสอบมอเตอร์ไซค์แบรนด์ดังจากประเทศอังกฤษ Royal Enfield แต่ที่พิเศษกว่านั้นคือ รุ่นที่ทดสอบเป็นรุ่นใหม่ เครื่องยนต์ใหม่ เฮ้ย! โคตรอยากลองอะ ใช่ครับ มันคือ Royal Enfield Himalayan ครั้งแรกในไทย! ชื่อดังทีได้ยินมานาน แต่ไม่เคยเจอตัวจริงสักที นี่รถหรือผี ขนาดผมทำงานด้าน 2 ล้อมาหลายปี ยังเจอแค่รูปภาพ ไม่เคยสัมผัสเองกับมือ ทำให้ยิ่งเพิ่มความตื่นเต้นเข้าไปอีก นั่งนับวันรอคอย

จนเช้าวันที่ 6 กุมภาพันธ์ก็มาถึง ทางศูนย์ฯ ต้อนรับเป็นอย่างดี พาเปิดวาร์ปด้วยรถตู้ VIP สุดแสนสบาย อ้าววววว!! ไปไหนล่ะ เล่าก่อนดิ๊ เดี๋ยวคนอ่านงง! จากศูนย์ Royal Enfield ทองหล่อ เราเดินทางด้วยรถตู้ผ่านนครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี สังขละบุรี ที่หมายคือ ปิล็อก ที่ผมเล่ารวบรัดเพราะถ้าเล่าหมด คง 10 หน้ากระดาษเอาเป็นว่า วันแรก – ยังครับ ยังไม่ได้ทดสอบ ทีมงานแจ้งว่า ทางต่างประเทศกำชับหนักหนา ต้องเช้าวันที่ 7 ถึงให้ทดสอบได้ อั้นไว้ อั้นไว้ก่อน

Royal Enfield Himalayan เป็นรถแบบไหน? มันเป็นรถ Touring Adventure ขนาดกลางๆ 411cc หน้าตาโบราณๆ คนทั่วไปอาจนึกว่ามันเป็นรถคลาสสิคเก่าๆ สมัยสงครามโลก เพราะก่อตั้งมายาวนานถึง 117 ปีที่แล้ว จากประเทศอังกฤษ ไปๆ มาๆ มาผลิตที่อินเดีย กลายเป็นลูกครึ่ง พ่ออังกฤษ-แม่อินเดีย ถ้าเป็นคน ผมยังนึกหน้าตาไม่ออกเลย เล่ากันว่าเทคโนโลยีเดิมๆ หนัก อืดอาด เครื่องสูบเดียวสั่น สะท้านจนมือชา แขนชา ยันขาหนีบ ได้ยินมาหนาหูถึงความดิบ วัสดุประกอบที่ไม่สมราคา หรืออะไรต่อมิอะไรที่ผมก็ได้ยินมาแบบนั้น แต่ๆ อย่างที่คุณลุงคุณตาสอนไว้ “สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็น ไม่เท่ามือคลำ สิบมือคลำไม่เท่ามือล้วง ผ่ามมมม!!” ทริปนี้ต้องทดสอบรถระยะทางกว่า 150km ต้องงัดฝีมือการขี่ จะจับ grip ท่าไหนดีฟระเนี่ย วิชาตำราที่มีเริ่มวนเข้ามาในหัวผม …เดี๋ยวรู้ๆๆๆ

มาครับ มาสัมผัสไปพร้อมกับผม  ทีมงานแจ้งว่า ช่วงเช้า เราจะโดนวางยา พาไปลุยหิน ลุยทราย ไม่ต้องวอร์มหรือรอให้คุ้นรถกันเลยครับ พี่ๆ พาไปเชือดเลยครับ จากปิล็อกพาไปเนินช้างศึก ผมรีบไปคร่อมรถเบอร์ 04 สีขาว หล่อจังเลยอะ นั่งปั๊บ โอ้ววว!! เบาะมันไม่นิ่ม แต่ไม่แข็ง ตรงหว่างขาแคบกว่ารถรุ่นอื่นๆ ทำให้ไม่ต้องอ้าขากว้างจนเมื่อย ผมสูง 178 cm ขาแตะพื้นเต็มเท้าแบบสบายๆ ด้วยความสูงของเบาะ 800mm แขนจับแฮนด์งอแขนได้เหลือๆ position มัน Asian Style นี่หว่า ผู้หญิงก็ขี่ได้ง่ายแน่ๆ ผ้าที่หุ้มเบาะ จอดทิ้งกลางแจ้งไว้ทั้งคืน น้ำค้างไม่ซึมเปียก แถมมีความฝืด ไม่ลื่นให้ตัวไหล เรื่องล้มแปะ ลบจากหัวผมไปได้เลย ลองโยกรถเล่นซ้ายขวา เออ ไม่หนักวุ้ย ไหนบอกหนักแถวๆ 180 kg รู้มาว่าเขาออกแบบเครื่องยนต์ให้มีศูนย์ถ่วงต่ำ จะดีจริงป่าว เอ้าโยกซ้ายขวาแล้ว ก็ต้องโยกหน้าหลังด้วย อึ๊บๆๆ โยกเอวรัวๆ ปกติผมใช้รถส่วนตัวคือรถ Naked และ Touring เป็นประจำอยู่แล้ว ได้ลองรถแนว Touring ADV มาก็เยอะ มันจะย้วย ยวบ นิ่ม จนรำคาญ ต้องไปปรับแต่งกันเองให้วุ่นวาย เสียเงินทอง แต่ Himalayan มันหนึบกว่า!

ไม่นะ! สงสัยจะคิดไปเอง อะไรมันจะตรงความต้องการของผมขนาดนั้นเหรอ  เดี๋ยวรู้! ก้มมองดูที่ถังน้ำมัน ด้านข้างเว้าให้เอาเข่าหนีบถังได้สบายๆ ลองยืนเอาเข่าหนีบถัง เออเว้ย มันได้ ฟิลลิ่งมันได้ มองไปที่เรือนไมล์ ผมชอบนะ ผมเป็นคนชอบไมล์ analog วัดรอบเป็นเข็ม ความเร็วเป็นเข็ม ดูคลาสสิคดี แต่เจ้า Himalayan ยังมีไฟบอกเกียร์ 1 – 5 ให้ด้วย ล้ำปะละ มองมาขวาล่าง อ้าว..มีเข็มทิศให้อีกเป็นดิจิตัล  สะดวกสิงี้ เข้าป่าไม่กลัวหลงแน่นอน ทันใดนั้นเสียงมาแชลเรียกรวมให้ถ่ายรูป และแต่งตัวพร้อมลุย อยากฟังเสียงเครื่องยนต์แล้วละสิ บิดสวิทช์กุญแจสตาร์ทปั๊บ บรึ่มๆๆๆ เสียงนุ่ม เพราะหู ไร้แรงสะเทือน สงสัยยังเป็นรอบเดินเบาอยู่ ทันใดนั้น เหลือบไปเห็นบริเวณ grip ข้างซ้าย มีโช้คให้ดึงเวลาเครื่องเย็น อ้อ ผมลืมบอกไป ปิล็อกยามเช้าวันนั้น อุณหภูมิ 13 องศา ที่รู้เพราะเรือนไมล์มีบอกอุณหภูมิด้วยนะจ๊ะ บอกเวลาก็ได้ครบ แม้รถจอดค้างคืนเครื่องเย็นแต่ไม่ใช่ปัญหา เพราะนี่คือเครื่องที่ได้รับการแก้ไขมาแล้ว ทาง Royal Enfield ยัดหัวฉีดเข้าไปใน Himalayan คำถามคือ แล้วมีตัวปรับโช้ครอบเครื่องให้อีกทำไมคร้าบบบ? ทางทีมงานแจ้งว่า มีไว้ใช้ดีกว่าไม่มีนะครับ – เออจริง!

เอาละ ขี่สักทีเทอะ ใจเย็นๆ นะ เล่ามาเยอะละ ปะๆ ขบวนเริ่มออกตัวกันแล้ว กำครัชที่แสนจะนุ่มพอดีแรงมือ และเท้าสะกิดเกียร์ 1 เบาๆ นุ่มนิ่มเสียนี่กะไร ไม่มีเสียงแคร็กให้ได้ยินเลยครับ มันประทับใจตั้งกะเกียร์แรก นี่สินะ first impression ลองเตะกลับมาเกียร์ N ก็ง่ายดาย ตรงล็อคเป๊ะ ลองบิดรอบต่ำๆ เบาๆ หรือปล่อยไหล รถก็ไปได้เรื่อยๆ ไหนบอกม้าแค่ 24.5 ตัวไง จินตนาการผมมันต้องอืดกว่านี้สิ  เอ๊ะหรือนี่แหละที่ทางค่ายบอกไว้ว่า Spartan Engine มีดีที่รอบต่ำ ขี่มาสักพักเจอเนินชันยาวๆ ดูซิเรี่ยวแรงจะพอไหม เตะเกียร์ 2 ขึ้น ซำบายฮะ แรงเหลือๆ แต่ไม่กระโชกอะไรเลยนะครับ ไหลๆ นุ่มๆ ไปเนียนๆ ไม่จริงน่า เขาบอกมันต้องสั่น สะท้านมือชา เอ้า! ลองบิดหมดปลอกในเกียร์ 2 รอบเครื่องกวาดไป 5,000 RPM กว่าๆ รถสูบเดียว รอบจะไม่จัดครับ แต่ที่แปลกใจคือ มันไม่สั่นสะท้านแบบที่เขาว่ากันนี่หว่า นี่นางเอกโดนใส่ร้ายชัดๆ

พอพ้นเนินไปเรื่อยๆ มาแชลพาไปเชือดในทางหิน ทราย หินก้อนโตๆ หลุม บ่อ มีครบ นี่มันทางของ Enduro นะครับ กลับไปเอารถวิบากมาเฮอะ แต่ไม่ทันละครับ ลุยเซ่ เดี๋ยวรู้! อย่างที่ผมบอกไป รถ Touring Adventure ทั่วไป โช้คหลังมันจะนิ่มๆ ทำให้ย้วย ทรงตัวยาก ต้องยืนขี่แล้วย่อตัวซัพแรงสะเทือนแทนโช้คหลัง จะได้ไม่เสียอาการ แรกๆ ผมลองนั่งรูดหลุม เออแน่นดี ปกติรถชาวบ้านมันจะย้วยๆ เวลาต้องลุยทางแบบนี้ แต่ไม่ใช่กับเจ้า Himalayan ครับ ผมลองยืนเอาเข่าหนีบถัง ใช้เกียร์ 2 ไหลผ่านไปได้แบบโคตรสบาย  อื้อหือ..ช่วงล่างมันหนึบ ไม่แข็ง แต่หนึบอะ ไม่นิ่ม แต่หนึบ รูดไปเลยครับ หินก้อนโต ทราย ทางที่เป็นร่องแนวตั้งแนวนอนของถนน คุณสามารถขี่เจ้าหิมะเข้าป่าไปล่าสัตว์ได้แน่นอน! เอ้าๆ กลับมาก่อน กระแสกำลังมา จากทางฝุ่นก็ลุยมาสักพักกลับมาทางดำที่มีตะไคร่ หญ้า เศษหินบนถนน ตลอดจนถึงเนินช้างศึก เราก็แวะชักภาพกันสักหน่อย เพราะวิวทิวทัศน์สวยงามมาก

มาตอนนี้ผมเริ่มคุ้นเคยกับรถแล้ว ผมรู้ละ เจ้าหิมะ (ขอเรียกสั้นๆ) ทางเขา ทางดิน ทราย มันชอบเลย ยืนขี่คอนโทรลรถ กลับรถในท่ายืนได้แบบเนียนๆ  แต่! ไหนบอกมันใช้งานได้ทุกประเภท โม้ป่าวววว ทันใดนั้น มาแชลแจ้งว่า เดี๋ยวเราจะขี่ลงจากเนินช้างศึกไปที่น้ำตกจ๊อกกะดิ่น จะเพิ่มความเร็วกันแล้วนะครับ แต่ถนนก็ยังไม่ดีมากนัก ให้ขับขี่ด้วยความระมัดระวัง!

ทั้งขบวนมี 10 กว่าคันรวมพี่ๆ มาแชลแล้ว ผมอยู่ตำแหน่งรองสุดท้าย ขี่กันไปเรื่อยๆ จากที่ช้าๆ เริ่มเร็วขึ้น ทางก็เป็นปูนสลับดินทราย ทั้งแคบและมีโค้งตลอดเวลา ทางตรงน้อยมาก ถ้าพลาดคือเหว ลึกเป็นกิโลเมตร ตกไปไม่ต้องหาผมนะครับ ทำพิธีให้ก็พอ ผมเริ่มเตะเกียร์ 3 ไป 4 สลับกับลงมา 3 และ 2 ทั้งทางลงเนินและขึ้นเนิน หลายๆ คนอาจจะจินตนาการไม่ออก เพราะไม่เคยไปปิล็อก เอาเป็นว่า ไม่ยาก แต่ไม่ง่าย ถ้าขี่ปกติ ระบบเบรคที่ให้มาก็พอใช้ครับสำหรับขับขี่ทั่วไป แต่ถ้าใครจะซ่าระวังครับ มีช็อตนึง ถ้าใครชอบแนวการขี่แบบรถวิบาก เปิดคันเร่งพุ่งไปที่โค้ง เชนเกียร์ลง ให้เอนจิ้นเบรคทำงาน แล้วแตะเบรคหลัง แน่นอนครับ ล้อหลังล๊อค! รถสไลด์! ตูดขวาง! โอ้โห ฟิลลิ่งมันได้ นี่รถ Touring เหรอวะครับ อันนี้ประทับใจผมอีกข้อ เวลาเราเล่นอะไรดาร์คๆ แบบนี้ ถ้ารถที่ศูนย์ถ่วงไม่ดีจะแก้อาการยาก อาจสะบัด hi side เอาได้ แต่เจ้าหิมะลำนี้ใช้แชสซีที่ออกแบบโดยสำนักดัง จึงทำให้การวางเครื่องยนต์เสร็จปุ๊บ ได้ศูนย์ถ่วงต่ำ จึงง่ายต่อทุกสิ่งที่คุณอยากจะทำ  ฮ่าๆๆๆ มันละงานนี้ อ้อ! ลืมบอกไป เจ้าหิมะ ไม่มี ABS เพราะฉะนั้น สายลุยชอบแน่นอน ลากล้อหลังกันเพลินๆ ได้เลย เอ…แล้วเขาจะมี ABS ในปีต่อๆ ไปรึเปล่า อันนี้น่าสงสัย
ยังครับ มันยังมีดีกว่านั้นสำหรับสายเสพโค้ง อย่าดูถูกรถหน้าตาโบราณว่าจะเข้าโค้งได้เร้อ รถแนว Touring โดยทั่วไปเวลาเข้าโค้งจะย้วย ยวบ เด้ง ทำให้เข้าลำบาก (เพราะผมใช้อยู่ ฮ่าๆๆ) และอาจเกิดอันตรายได้ถ้าเข้าเร็วหรือแรงเกินไป ผมขออนุญาตข้ามน้ำตกจ๊อกกะดิ่นไปเลยละกัน เรากำลังยิงยาวเข้าสังขละบุรี เป้าหมายเราจะไปตีเมืองมอญ นอนพักที่สังขละคีรี ดูพระอาทิตย์ตกที่ร้าน ‘โต๊ะเดียว’ ร้านไรว้าโคตรอินดี้ วันนึงรับลูกค้าแค่โต๊ะเดียว ฮ่าๆๆ

ทางส่วนมากเป็นโค้งแคบและกว้าง หักศอก ม้วนซ้ายม้วนขวา ถ้าจะเร็วต้องมีสกิลมาสักหน่อย เผอิญทีมสื่อสร้างสรรค์ที่มาเนี่ย ผมบอกเลย แต่ละคนขี่กันไม่ธรรมดา ดีกรีนักแข่งก็มี มาหันเอาดีด้านสื่อ พวกหัวแถวขี่กดดันมาแชลกันเลยละครับ ผมนึกแล้วยังฮาไม่หาย แทบจะหลุดโค้งกันเลย นึกว่ารถแบบนี้จะเข้ากันช้าๆ 40 – 60 km/hr ในโค้งป่าเขาลำเนาไพร เหอะๆ บางโค้งก็ 80 – 100 ครับ ใครที่มีวิชา hang on แบบสายหมอบรถ sport คุณสามารถทำได้กับน้องหิมะลำนี้เช่นกัน พูดเป็นเล่นไป ผมลองมาแล้ว ส่ายสะโพก ย้ายก้นงอนๆ ของคุณออกจากเบาะ แทงเข่าและศอกลงพื้น หลังก้มติดถัง แล้วโหนนนนน..บินไปในโค้ง โอ้โห! ประทับใจอีกแล้ว มันทำได้ครับ วันหลังบอกก่อนนะจะเอา racing suit มาใส่ขี่ พี่ๆ บางคน เล่นยืนเข้าโค้งหักศอก วาร์ปหายไปในพริบตา ผมยอมเลย ไม่กล้าฮะ บาลานซ์รถเขาดีจริงๆ

จอดๆๆ แวะกินกาแฟกันก่อน มาแชลแจ้งว่า เราทำเวลาได้ดีกว่าที่วางแผนไว้เป็นชั่วโมง แหม..ก็แน่สิครับ หวดกันมาขนาดนี้จะรีบไปไหน เมืองมอญแตกไปนานแล้ววววววว ผมแอบสงสัยเรื่องยางจึงก้มดู เจ้าหิมะ ทาง Royal Enfield ให้ยาง Pirelli MT60 ซึ่งตอบโจทย์ได้อย่างแม่นยำ พร้อมล้อหน้าและยาง 90/90-21 นิ้ว ล้อหลัง 120/90-17 นิ้ว

หลายคนคงอยากรู้กันอีกว่า 400cc แรงบิดรอบต่ำ แล้วทางตรงจะไหวเหรอ ถ้าใครชอบรถจี๊ดจ๊าด คุณมองคันอื่นได้เลย แต่อยากให้มาลองกันก่อน มันไม่ได้อืดอย่างที่คิด แต่มันดีกว่าที่ผมคาดไว้มากมาย นี่ไม่ได้ชมไม่ได้ค่าจ้าง ถ้าไม่แพงพอ (ล้อเล่นครับ) อัตราเร่ง 0 – 120 ทำได้อย่างสบายๆ จังหวะแซงอาจต้องรู้รอบรู้ใจกันนิดนึง ถ้าคุ้นแล้วไม่ใช่ปัญหา รอบเครื่องที่ควรใช้สำหรับผมคือช่วง 4,000 – 5,000 RPM กำลังสบายๆ  เสียดายไม่ได้ลองว่า top speed เท่าไหร่ แต่ผมว่าถึง 130 km/hr แน่นอน

เจ้า Himalayan คันนี้โดยรวมสำหรับผมแล้วเป็นมอเตอร์ไซด์ที่มีเอกลักษณ์ชัดเจนมาก โดดเด่นจากรถในตลาดค่ายอื่นๆ เพื่อนผมเรียกมันว่า Touring Retro Adventure หน้าตาก็แนวหล่อ ชื่อเสียงดีมีสกุล รถใช้งานดีจนตกใจ ผิดคาดจากคำล่ำลือ วันนี้หายสงสัยเพราะทดสอบมากับมือผมเอง เอาเป็นว่าข้อดีมีเยอะมาก ไปได้ทุกที่ ทั้งถนนดำ ทางฝุ่น ลุยน้ำตก หิน ขับขี่ชิวๆในเมือง all terrain จริงๆ

ส่วนข้อเสียสำหรับผม จะว่าเป็นข้อเสียก็ไม่เชิง มันไม่เหมาะกับสายซิ่ง ขี่เร็ว เปิดวาร์ป ขี่แช่เกิน 130 หรือต้องการเบรคที่ทันใจ อะไรแบบนั้นไม่ใช่ใน Himalayan มันเหมาะกับสายเดินทางที่ชอบลุย ชอบชิลล์ และชอบเท่   

ขอขอบคุณผู้บริหาร  Royal Enfield คุณเปิ้ล คุณสมัท และทีมงานทุกท่าน น้องฟิล์ม น้องช่า น้องโก้ ทีมมาแชล พี่ปก น้องกอล์ฟ ที่ให้โอกาสในการทดสอบ Himalayan เป็นครั้งแรกในประเทศไทยครับ ตลอดจน Shift UP Magaznine และสื่อทุกแขนงที่ได้ร่วมกันสร้างประสบการ์ณดีๆ แบบนี้ แล้วพบกันใหม่ครับ

Photo: Royal Enfield
Story: Kich MotoMove