หลังจากเดินทางกว่า 24 ชั่วโมง ผมก็ได้มาถึงที่เมืองลิสบอน ประเทศโปรตุเกส เพื่อที่จะร่วมงาน Scrambler 1100 international Press Launch ซึ่งที่นี่ ผมจะได้ทดสอบรถ Ducati Scrambler โมเดลใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวไปในงาน EICMA ที่ผ่านมานี่เอง

เมื่อทีมงานจาก Ducati Bologna พาผมมาเข้าพักที่โรงแรมใจกลางเมืองหลวง ก็ได้พบว่าภายในโรงแรมได้ถูกตกแต่งให้เป็นบรรยากาศของ Scrambler Style ไว้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของโถงทางเดิน ห้องอาหาร และบาร์ รวมไปถึงการนำพระเอกของงานอย่าง Ducati Scrambler 1100 มาตั้งเด่นไว้ตรงกลางล็อบบี้โรงแรม

หลังจากเก็บสัมภาระและพักผ่อนนิดหน่อย ก็ถึงเวลาที่จะต้องเดินทางไปที่ Scrambler Village เพื่อเข้าร่วมการเปิดงานอย่างเป็นทางการ ซึ่งในงานนี้มีการเปิดตัวทั้งหมด 3 รุ่นด้วยกัน คือ Ducati Scrambler 1100, Ducati Scrambler 1100 Special และ Ducati Scrambler 1100 Sport รวมถึงอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษและชุดเครื่องแต่งกายอีกด้วย

ตัวเครื่อง Scrambler 1100 ได้รับการพัฒนาต่อจากเครื่อง Monster 1100 นำมาปรับแต่งใหม่เพื่อให้ขี่ง่ายขึ้น อีกทั้งยังเพิ่มระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เช่น Riding Mode, DTC, Ride by Wire, Cornering ABS เพื่อความปลอดภัยต่อการขับขี่มากยิ่งขึ้น

ดีไซน์ของตัวรถเองยังคงความเป็น Scrambler ไว้เหมือนเดิม เช่นเดียวกับตัว Scrambler 400 และ Scrambler 800 สิ่งที่เปลี่ยนอย่างเห็นได้ชัดก็คือตำแหน่งของท่อไอเสียซึ่งเปลี่ยนมาเป็นออกท้ายคู่นั่นเอง ตัวรถโดยรวมมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น ดูสมส่วน อีกทั้งยังใช้อลูมิเนียมแทนการใช้พลาสติกในส่วนต่างๆ โดยในรุ่นมาตรฐานนั้นจะใช้พลาสติกในส่วนประกอบหลักเพียงแค่ 5 ชิ้นเท่านั้น คือ แอร์บ๊อกซ์, กล่องใส่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์, ฐานเบาะ, บังโคลนหน้า และบังโคลนหลัง

งานประกอบโดยรวมทำออกมาได้อย่างประณีต การเก็บสายต่างๆ ทำมาได้อย่างเรียบร้อย ไม่มีเคเบิลไทมารัดตามเฟรมให้ดูรกตา จะมีจุดเดียวที่สำหรับผมแล้วดูจะเกะกะไปสักหน่อย ก็คือสายเบรคหน้าที่พาดผ่านหน้าปัดเป็นแนวโค้ง เมื่อสอบถามกับทางทีมงานก็ได้คำตอบว่า นี่คือเอกลักษณ์ของ Scrambler ที่จงใจทำไว้นั่นเอง

สำหรับตัวรถรุ่น Special มีข้อแตกต่างจากรุ่นมาตรฐานคือ ใช้ล้อซี่ลวด แฮนด์ทรงต่ำ เบาะหนังอย่างดี และเปลี่ยนชิ้นส่วนบังโคลนหน้าและหลังเป็นอลูมิเนียม ส่วนรุ่น Sport นั้นมาพร้อมกับชุดสีพิเศษสีดำด้านคาดลายเหลือง ชุดระบบกันสะเทือนหน้าหลังจาก Ohlin แฮนด์ต่ำ บังโคลนหน้าหลังอลูมิเนียมเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีส่วนของอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษที่ร่วมมือกันกันแบรนด์ Rizoma ทำออกมาโดยเฉพาะสำหรับ Scrambler เช่น ฝาถังน้ำมัน พักเท้า เป็นต้น อีกทั้งยังมีท่อไอเสียดีไซน์สวยจาก Termignoni อีกด้วย

หลังจากจบงานเปิดตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผมได้ดินเนอร์พร้อมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับสื่อต่างๆ จากหลายประเทศที่มางานด้วยกัน ก็ถึงเวลาที่จะต้องกลับโรงแรมเพื่อพักผ่อน เตรียมพร้อมสำหรับการขับขี่ Ducati Scrambler 1100 ในวันรุ่งขึ้น

เช้าวันต่อมา การทดสอบรถครั้งนี้เส้นทางจะเริ่มจาก Scrambler Village จากนั้นก็ขึ้นสะพานข้ามทะเลเพื่อมุ่งหน้าไปยังเขต Parque Natural de Arràbida ที่ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายของการทดสอบครั้งนี้ โดยเส้นทางที่จะขับขี่นั้นมีโค้งลัดเลาะไปตามแนวเขา มีวิวด้านหนึ่งเป็นภูเขาและอีกด้านเป็นทะเลที่สวยงามอย่างยิ่ง ด้วยลักษระของเส้นทางแล้วจึงสามารถทดสอบรถได้ทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นความแรงในช่วงทางตรงหรือความเสถียรในการเข้าโค้งต่างๆ

จากการขับขี่ Ducati Scrambler 1100 ในครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นรถที่ขี่ง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ จากประสบการณ์ที่เคยได้ขี่รถ Ducati รุ่นอื่นมาบ้าง ผมยกให้รุ่นนี้เป็นรุ่นที่ขี่ง่ายที่สุดเลย การขับขี่ในรอบต่ำสามารถทำได้โดยง่าย เครื่องมีความสมูธขึ้นมาก แต่ก็ยังคงความดิบตามสไตล์ของ Ducati ไว้อยู่ เมื่อเปิดคันเร่งแรงๆ ตัวรถสามารถทะยานออกไปด้วยความเร็วได้ดั่งใจ แต่ก็ไม่ถึงกับกระชากจนหงาย เนื่องจากตัวรถมีการส่งกำลังได้อย่างสมูธมากๆ

ระหว่างการขับขี่ ผมได้ทดสอบในส่วนของ Riding Mode ซึ่งมี 3 แบบ คือ

  1. Active – ตัวรถทำงานเต็มแรงม้า การตอบสนองของคันเร่งเร็วสุด ระบบ DTC ทำงานน้อยสุด ให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถได้ดั่งใจ เรียกว่ามีความดิบให้ความสนุกกับการขับขี่ได้อย่างเต็มที่ แต่ในความดิบนี้ก็ยังคงขี่ง่ายกว่าดูคาติรุ่นอื่นๆ ที่เคยมีมา
  2. Journey – ตัวรถยังทำงานเต็มแรงม้าเช่นเดิม ปรับการตอบสนองของคันเร่งให้สมูธมากขึ้น ระบบ DTC ทำงานปานกลาง เพื่อความสนุกและสะดวกสบายในการขี่รถท่องเที่ยว
  3. City – ตัวรถลดกำลังแรงม้าลงมา การเดินคันเร่งจะสมูธที่สุด ระบบ DTC ทำงานเต็มที่ เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่สูงสุด ช่วยให้การขับขี่ในเมืองเป็นไปอย่างง่ายดาย ไม่กระชาก มีความคล่องตัวและนุ่มนวล

การทำงานในแต่ละโหมดสามารถแสดงผลได้แตกต่างกันชัดเจน การเปลี่ยนโหมดสามารถทำได้ในขณะที่ขับขี่อยู่ แต่ไม่คล่องมือนัก เพราะปุ่มที่ใช้เลือกกับปุ่มที่ใช้เปลี่ยนอยู่คนละตำแหน่งกัน จุดนี้น่าจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้

มากันที่ระบบเบรค ตัวรถให้ปั๊มเบรคล่างด้านหน้าและหลังของ Brembo มา สามารถหยุดรถได้ด้วยความมั่นใจอย่างยิ่ง แต่สำหรับการไล่น้ำหนักเบรค ทำได้ไม่ค่อยดีเท่าที่ควร การกดเบรคจะให้ความรู้สึกแบบ on-off มากกว่า ในส่วนของคลัชท์ เปลี่ยนมาใช้แบบไฮดรอลิกส์แทนที่แบบสาย ทำให้มีความนุ่มมากกว่าเวลากำคลัชท์เปลี่ยนเกียร์

ในส่วนของช่วงล่างนั้นได้ถูกเซ็ทมาเพื่อการขับขี่ที่สบายและนุ่มนวลมากๆ ตอนที่ผมขี่ออกจากตัวเมืองจะต้องผ่านบริเวณที่เป็นทางขรุขระ ผมกลับรู้สึกถึงแรงสะท้านขึ้นมาที่ตัวน้อยมาก สามารถขับขี่ได้อย่างสบายสุดๆ แต่เมื่อมาถึงทางโค้งที่ลัดเลาะไปตามเขา เมื่อเข้าโค้งด้วยความเร็วกลับรู้สึกได้ว่าช่วงล่างนั้นค่อนข้างนิ่มเกินไป ไม่สามารถเข้าโค้งได้อย่างมั่นใจเต็มที่ แต่ก็ต้องเข้าใจว่ารถคันนี้ถูกออกแบบมาสำหรับการใช้ชีวิตประจำวัน ขี่เที่ยวเล่นกินกาแฟในเมือง รวมถึงออกทริปใกล้ๆ บ้างในบางโอกาส ไม่ได้ทำมาเพื่อขับขี่เข้าโค้งโหดๆ สไตล์เรซซิ่ง ฉะนั้นการที่ช่วงล่างนิ่มก็เป็นสิ่งที่ดีกว่า แต่จริงๆ แล้ว หากผู้ขับขี่ต้องการก็สามารถปรับตั้งช่วงล่างใหม่ได้ เพราะรถคันนี้ให้ระบบช่วงล่างที่สามารถปรับตั้งได้เต็มที่มา ไม่ว่าจะเป็น Preload, Compression, Rebound ในโช้คหน้า และ Preload, Rebound ในโช้คหลัง

ตัวเรือนไมล์แสดงผลข้อมูลได้อย่างครบถ้วน ตำแหน่งที่ยื่นมาจากหน้ารถนั้นก็ไม่ได้ทำให้เกะกะสายตาเลย หน้าจอจะแบ่งเป็นสองส่วนคือ ส่วนของข้อมูลหลักที่แสดงความเร็วกับตำแหน่งเกียร์ อีกส่วนจะแสดงข้อมูลทั่วไปไม่ว่าจะเป็น Riding Mode, ระดับ DTC, รอบเครื่อง และไฟเตือนต่างๆ สิ่งเดียวที่ผมไม่ชอบคือการดีไซน์กราฟิกของรอบเครื่องที่ดูยากไปสักนิด อาจต้องใช้เวลาสร้างความคุ้นเคยมากกว่านี้

หลังจากที่ขับขี่มาทั้งวัน รวมถึงการขี่กลับรวดเดียวกว่า 1 ชั่วโมง ผมกลับไม่รู้สึกเมื่อยเลยซักนิด ไม่มีอาการปวดแขน หรือปวดหลังเลย การจัดท่านั่งของรถคันนี้ทำออกมาได้อย่างดี ไม่ก้มจนเกินไป ถึงแม้จะใช้แฮนด์ต่ำแล้วก็ตาม ตำแหน่งการวางเท้าทำออกมาได้กระชับ สามารถใช้เข่าหนีบถังน้ำมันได้อย่างมั่นใจ แต่ถ้าผู้ขับขี่ใช้การวางเท้าแบบจิกปลายเท้า ตรงบริเวณส้นเท้าจะไปติดกับแป้นที่เชื่อมต่อกับพักเท้าคนซ้อนได้ เบาะของรถนุ่มนั่งสบาย แถมยังมีความสวยงามเป็นพิเศษอีกด้วย แต่อาจทำให้ผู้ขับขี่ที่มีความสูงไม่มากยืนได้ไม่เต็มเท้า (ตัวผมสูง 184cm หนัก 75kg) เพราะถึงแม้ตัวรถจะไม่สูงมาก (ความสูงเบาะ 810mm) แต่ตัวเบาะค่อนข้างกว้าง จึงทำให้ต้องกางขาเยอะขึ้น

ปัญหาอีกอย่างในขณะขับขี่ ก็คงจะเป็นเรื่องลมปะทะที่ค่อนข้างจะแรงพอสมควรเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูง เนื่องจากตัวรถไม่มีส่วนที่ใช้บังลมด้านหน้าเลย แต่ด้วยดีไซน์และสไตล์ของรถ Scrambler นั้นไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้ใช้ความเร็วสูงมาก ผมว่าขี่ช้าๆ หล่อๆ ให้สาวมองน่าจะดีกว่า

สำหรับรถ Ducati Scrambler 1100 นั้นจัดว่าเป็นรถที่ขี่ดีอีกคันหนึ่งเลยทีเดียว การดีไซน์ยังคงเอกลักษณ์ของ Scrambler ไว้ได้อย่างชัดเจน แต่ก็ยังใส่เทคโนโลยีสมัยใหม่ไว้เต็มที่ เพื่อความสนุกและความปลอดภัยสูงสุด ตัวรถเหมาะกับการขี่เล่นในเมืองเป็นอย่างมาก แต่สามารถขับขี่ออกทริปสนุกๆ ได้เช่นกัน ตัวรถทำออกมาให้ขี่ง่ายขึ้นมาก แม้ว่าจะเป็นมือใหม่ก็สามารถขับขี่ได้ไม่ยาก ผู้ขับขี่ที่เหมาะกับรถคันนี้น่าจะเป็นคนที่อยากจะขยับไซส์มาเล่นรถใหญ่ หรือไม่ก็ผู้ที่อยากจะเปลี่ยนสไตล์การขับขี่มาขี่ช้าลงบ้าง สัมผัสบรรยากาศรอบข้างอย่างมีสไตล์ แต่ก็พร้อมที่ทะยานไปในความเร็วได้เมื่อต้องการ

เมื่อกลับมาถึง Scrambler Village เนื่องจากขากลับเราขี่กันมาที่อุณหภูมิ 10 องศาตลอดทาง แถมเจอฝนด้วย สิ่งแรกที่ทุกคนทำคือ วิ่งเข้าหาฮีตเตอร์กันในทันที แม้กระทั่งชาวยุโรปเองก็ไม่รอด ดีที่ผมเตรียมถุงมือและแจ็คเก็ตหนังแท้ของ RACER แบบกันหนาวมาด้วย ไม่งั้นคงแข็งตายเป็นแน่ เพราะช่วยให้มือและร่างกายอบอุ่นขณะขับขึ่ได้ค่อนข้างดีทีเดียว เสื้อ RACER Vintage Hoody Leather เสื้อหนังแท้ เทคโนโลยีใหม่ บาง เบา น้ำหนักใกล้เคียงเสื้อ Air-Flow พร้อมฮูด (ถอดออกได้) และการ์ดคุณภาพสูง Sas-Tec 5 จุด และถุงมือ RACER Fury หนังแท้ ข้อสั้น นำ้หนักเบา กระชับมือ พร้อมการ์ดมาตรฐาน CE และยางซิลิโคนที่ฝามือป้องกันการลื่นจากการขับขี่

ส่วนหมวก Simpson M30 Bandit Carbon Fiber ที่สวมใส่ในครั้งนี้ เป็นหมวกสไตล์ดุดันที่ได้รับความนิยมในวงการมอเตอร์สปอร์ต ในหน้าประวัติศาสตร์ และไม่เปลี่ยนดีไซน์มาตั้งแต่ทศวรรษที่ 70 ซึ่ง M30 Bandit Carbon ได้รับมาตรฐานความปลอดภัย DOT มีน้ำหนักที่เบามากจากการใช้วัสดุ Carbon Fiber และให้ช่องลมมาค่อนข้างมาก การไหลเวียนของลมในขณะขับขี่ทำได้ดี แม้ในสภาพอากาศที่หนาวเย็นก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกหนาวเย็นใบหน้านัก ซึ่งหากใช้ความเร็ว 120 กม./ชม. ขึ้นไป เสียงลมจะเข้ามาอย่างเห็นได้ชัด แต่หากใช้สวมใส่ในเมืองไทยก็ถือว่าเย็นสบายเหมาะกับอากาศบ้านเราสุดๆ สิ่งที่เราชื่นชอบคือ การบุผ้าด้านในด้วยผ้า Cool Max ที่ช่วยลดความชื้นบนใบหน้าของเรา และรู้สึกสบายตลอดเวลาการขับขี่

หลังจากพักผ่อนให้หายหนาวแล้ว กึถึงเวลาที่ผมจะต้องเดินทางกลับโรงแรมไปรับประทานดินเนอร์ และเตรียมตัวเดินทางกลับประเทศไทยในวันรุ่งขึ้น เป็นอันจบทริปทดสอบรถ Ducati Scrambler 1100 อันแสนสนุกในครั้งนี้ แล้วพบกันใหม่โอกาสหน้าครับ

Story: Wanchat Jarusean
Photo: Ducati Motor Holding S.p.A.
Special Thanks: Ducati Thailand, Facebook: Ducati Thailand
ถุงมือและเสื้อแจ็คเก็ต RACER จาก Banana Speed
หมวก Simpson M30 Bandit Carbon Fiber จาก Life and Kustom