ผมถูกทาบทามจาก Shift UP Magazine ให้ไปร่วมทริป test ride กับทางฮอนด้าที่รัฐแท็กซัส สหรัฐอเมริกา ในฐานะตัวแทนสื่อมวลชนด้านยานยนต์ของไทย ระหว่างวันที่ 18-26 มกราคม 2561 ทางบรรณาธิการยกหูโทรศัพท์หาผมในวันที่ผมกำลังขี่มอเตอร์ไซค์ออกทริปไปเชียงใหม่ ว่าอยากให้ user หรือคนใช้รถจริงๆ ได้ไปลองขับขี่แล้วมาเล่าสู่กันฟัง แชร์ประสบการณ์ให้ผู้อ่านอย่างคนใช้รถแบบตรงไปตรงมา ผมรีบตกปากรับคำเชิญและสัญญาว่าจะทำให้ดีที่สุด งานนี้ผมมีเวลาเตรียมตัวไม่มาก และแล้ววันเดินทางก็มาถึง…

วันที่หนึ่ง: ก้าวแรกที่รัฐแท็กซัส เมืองออสติน

ผมประสบกับความหนาวระดับอุณหภูมิ -2 องศาเซลเซียส แต่โชคดีที่เตรียมตัวมาอย่างดีด้วยอุปกรณ์กันหนาวที่นำติดตัวขึ้นเครื่องไปด้วย (บก.กำชับหนักหนาว่าให้เตรียมอุปกรณ์กันหนาวไปให้ดี) หลังจากผ่านกระบวนการเข้าเมืองต่างๆ แล้ว พวกเราก็ได้พบกับคุณลุงจอห์น ตัวแทนจากฮอนด้า อเมริกา มายืนถือป้ายรอต้อนรับอยู่แล้ว สัมภาระต่างๆ ถูกลำเลียงขึ้นรถเชฟโรเลตช่วงยาวคันงามซึ่งพบเห็นได้ยากในบ้านเรา ตลอดเส้นทางจากสนามบินสู่ Hyatt Regency Lost Pines (ที่พักของเราในทริปนี้) เราก็ได้นั่งรถชมวิวสวยงามตลอดสองข้างทาง เมื่อมาถึงรีสอร์ท คณะนักขี่จากยุโรปก็กำลังมารวมตัวกันที่ล็อบบี้ ทุกคนล้วนแต่งตัวในชุดการ์ดทั้งชุด ขาดก็แต่ถุงมือและหมวกกันน็อค ยืนพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน วิจารณ์ และแลกเปลี่ยนเรื่องราวการขับขี่ต่างๆ ที่ผ่านมา เหมือนเป็นการรวมตัวของผู้รอบรู้อย่างนั้นเลยทีเดียว ผมเริ่มคิดหนักแล้วสิ

ช่วงบ่ายทีมเราก็เข้าร่วมสัมมนาฟังการบรรยายเกี่ยวกับตัวรถพร้อมกับผู้ทดสอบท่านอื่นๆ โดยเริ่มต้นจากการบรรยายรายละเอียดทั่วไปเกี่ยวกับตัวรถ หลังจากนั้นทีมงานก็ได้พาเดินชมตัวรถของจริง เมื่อได้เห็นรถก็เกิดอาการเกร็งพอสมควร เพราะกลัวจะใช้งานระบบต่างๆ ของรถไม่เป็น หรือใช้ได้อย่างไม่ครบถ้วน ผมจึงซักถามรายละเอียดต่างๆ เพื่อให้เข้าใจและใช้งานให้ได้มากที่สุด รายละเอียดและองค์ประกอบที่เกี่ยวกับรถ ทั้ง โมเดลตัวรถ เครื่องยนต์ ระบบ และสวิตช์การทำงานต่างๆ ถูกผ่าแยกออกมาจัดแสดงให้เห็นเป็นส่วนๆ กันเลยทีเดียว

หลังจบการสัมมนาและร่วมรับประทานอาหารเย็นกับทีมงานฮอนด้า เราก็ได้แยกย้ายกลับเข้าห้องพักเพื่อพักผ่อนหลังจากนั่งเครื่องบินมานาน ด้วยเวลาและสภาพอากาศที่อุณหภูมิติดลบแบบนี้ อย่าถามว่าอาบน้ำรึเปล่า? นอนเลยสิครับ! อาบให้เปลืองน้ำ พรุ่งนี้ต้องรีบตื่น แม้เวลาต่างกับประเทศไทยหลายชั่วโมง แต่เมื่อเข้าเมืองตาหลิ่ว ก็ต้องหลิ่วตาตามครับ – นอน นอน นอน Z z z

 

วันที่สอง: ส่งเพื่อนไปลุยก่อน

ตี 4 นิดๆ หยิบชุดกันหนาว กันลม และกล้องเดินลงไปล็อบบี้ เพื่อเก็บภาพผู้ทดสอบคณะที่ 5 จากประเทศแถบยุโรป ซึ่งจะออกไปทดสอบขี่รถในวันนี้ เช้าวันนี้ Gold Wing 2018 รุ่นต่างๆ ถูกลำเรียงออกมารออยู่แล้ว พร้อมติดชื่อผู้ทดสอบของวันนี้ไว้ที่ตัวรถแต่ละคัน บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักสนุกสนาน จนผมเองยังรุ้สึกตื่นเต้นไปด้วย ผู้ทดสอบและมาแชลต่างตรวจสอบความเรียบร้อยของตัวเอง รถ และสัมภาระ ทบทวนอุปกรณ์และฟังก์ชั่นต่างๆ ของรถ สอบถามเจ้าหน้าที่จนมั่นใจ เมื่อถึงเวลาทุกคนต่างพร้อมกันบนรถและออกเดินทาง โดยมาแชล 2-3 คันนำขี่วนรอบรีสอร์ท 1 รอบ เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับตัวรถในเบื้องต้น ก่อนที่จะออกเดินทางจริงในวันรุ่งขึ้น

วันที่สาม: ออกเดินทางสู่ Fredericksburg

วันนี้ตามกำหนดการ ผู้ทดสอบคณะที่ 6 (wave 6) ซึ่งเป็นคณะของเราจะต้องออกไปขี่ทดสอบสมรรถนะของรถ โดยนัดเวลากันคือ ตื่น 7 กินข้าวเช้า 8 และล้อหมุน 9 โมง (หรือที่เรามักเรียกกันว่า 7-8-9) ด้วยความตื่นเต้น ตี 5 นิดหน่อยเราก็ตื่นกันแล้ว จึงเตรียมตัวลงมาที่ล็อบบี้เพื่อพบปะพูดคุยกับทีมงานฮอนด้าฯ และตรวจสอบสัมภาระที่จะนำไปด้วย เนื่องจากเราจะต้องไปค้างคืนอีกเมืองหนึ่ง   

Honda Gold Wing 2018 ที่นำมาให้ทดสอบในครั้งนี้มีทั้งหมด 5 รุ่นด้วยกัน คือ

  • Gold Wing
  • Gold Wing DCT
  • Gold Wing Tour
  • Gold Wing Tour DCT
  • และ Gold Wing Tour DCT Airbag

ซึ่งแต่ละรุ่นมีความแตกต่างกันเล็กน้อยที่ระบบเกียร์ โดย Gold wing และ Gold Wing Tour จะเป็นระบบเกียร์ Manual 6-Speed (เป็นตัว standard) ส่วน Gold Wing DCT, Gold Wing Tour DCT และ Gold Wing Tour DCT Airbag จะเป็นระบบเกียร์ Auto 7-Speed และมี Walking Mode ด้วย 

ผมเลือก Gold Wing Tour DCT 2018 สำหรับการทดสอบในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นการสร้างแรงกดดันให้ตัวเองเช่นกัน (ปกติส่วนตัวใช้แต่รถ manual หรือ vintage ซะส่วนใหญ่ ไม่ได้มีระบบเทคโนโลยีอะไรมากมาย) เพราะระบบการทำงาน ฟังก์ชั่นต่างๆ มีเยอะมาก แต่ด้วยสปิริตมาถึงนี้แล้วอะไรก็ต้องได้ และเราต้องลองให้รู้

Gold Wing Tour DCT เครื่องยนต์ 1800cc และด้วยความที่มีคอนเซ็ปต์เป็นรถ Touring จึงมีช่องเก็บของด้านหลังที่ติดมากับตัวรถ ซึ่งสามารถเก็บกระเป๋าสะพายหลังที่ใส่เสื้อผ้าและอุปกรณ์ถ่ายภาพได้พอดี ที่เปิด-ปิดมีลักษณะคล้ายมือจับเปิดประตูรถยนต์แต่ขนาดเล็กกว่า ซึ่งถูกออกแบบมาให้ซ่อนตัวกลมกลืนไปกับตัวกล่องได้อย่างสวยงามลงตัว ผมได้ติดตั้ง Go Pro ที่นำติดตัวไปด้วยไว้ที่ชิลด์ด้านหน้าซึ่งค่อนข้างแข็งแรง (สังเกตได้จากการย้ายรถของทีมงานซึ่งเข็นรถถอยหลังด้วยการดันจากไฟหน้าและชิลด์!!)

เมื่อใกล้ถึงเวลาล้อหมุน หัวหน้ามาแชลของคณะนาม มร. จอห์น (Mr.John) (คนละคนกับลุงจอห์นกับที่มารับที่สนามบินนะ) จากฮอนด้า แคลิฟอร์เนีย ส่งสัญญาณให้ทุกคนประจำรถ เตรียมตัวให้พร้อม ความตื่นเต้นต่างๆ ก็ทวีมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่ง มร.จอห์น เคลื่อนตัวออกเป็นคันแรก และส่งสัญญาณให้ผมตามไปเป็นคันที่ 2 ขบวนถูกตั้งขึ้นมุ่งตรงออกสู่ถนนหน้ารีสอร์ททันที ซึ่งในวันนี้มีทั้งหมด 10 คัน แบ่งเป็นมาแชล 4 คัน และผู้ทดสอบจากเอเชียทั้งหมด 6 คัน

สภาพอากาศในวันนี้ไม่เป็นใจเท่าไหร่นัก ฝนตกตั้งแต่เช้า แต่ก็ถือเป็นโอกาสอันดีที่ได้ทดลองใช้โหมดการทำงานต่างๆ ของตัวรถที่มีให้เลือกใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์และสไตล์การขับขี่ของแต่ละบุคคลถึง 4 โหมดด้วยกันคือ Rain, Sport, Tour และ Econ ผมจึงเลือกใช้โหมด Rain ตั้งแต่ออกสตาร์ท การขับขี่ในโหมดนี้รู้สึกได้ถึงความหนืดหน่วงของล้อหลัง ระบบส่งกำลัง และระบบเบรคถูกออกแบบให้มีความนุ่มนวลเพื่อป้องกันการลื่นไถลในสภาวะถนนเปียก นอกจากนี้การขึ้นเกียร์ในระบบนี้ทำได้แม้ขณะรอบเครื่องยนต์ต่ำ ซึ่งช่วยให้การทรงตัวและการควบคุมรถทำได้ง่ายกว่าที่คิดไว้ รวมไปถึงการเข้าโค้งก็ค่อนทำได้ข้างดี มีเสถียรภาพในการขับขี่ง่ายกว่าที่คิดไว้เยอะมาก ด้วยเอกลักษณ์การทำงานของสูบนอนที่อยู่ฝั่งซ้ายและฝั่งขวาของเครื่องยนต์ เมื่อเราผ่อนคันเร่งหรือเปิดคันเร่งในโค้ง เครื่องยนต์จะดึงรถช่วยในขณะเข้าโค้งได้ดี ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์พิเศษของการทำงานของเครื่องยนต์แบบนี้ ความกดดัน ความกังวลใจต่างๆ ของผมก็ค่อยๆ คลายตัวลง และเริ่มสนุกกับการขับขี่แทน (ในสภาวะถนนที่มีสิ่งสกปรกบนพื้นผิวก็สามารถใช้โหมดนี้ได้เช่นกัน)

ขบวนวิ่งยาวไปบนถนน Super Highway ฝนยังคงตกโปรยปรายตลอดเส้นทางการขับขี่ในช่วงเช้า พวกเราแวะพักจุดแรกที่เมือง St. Blanco เติมน้ำมันเต็มถัง (ใช้น้ำมันเบนซิลซูพรีม 95) ถังน้ำมันมีขนาด 5.5 แกลลอน (20 ลิตร) ที่เปิดฝาถังอยู่บริเวณเข่าขวา (เมื่อเรานั่งขับขี่) ซึ่งถ้าไม่สังเกตจะไม่สามารถรู้ได้เลยว่ามันคือที่เปิดฝาถังน้ำมัน หลังทานข้าวกลางวันที่เมือง St. Blanco เสร็จ ท้องฟ้าก็แจ่มใส เปลี่ยนจากสีเทาขมุกขมัวมาเป็นสีฟ้าสดใส (เช่นเดียวกับความกดดันของผมก็หายไปจนแทบจะไม่เหลือให้เห็น)

อากาศเย็นๆ กับอุณหภูมิเลขตัวเดียวเหมาะกับการขี่รถ คณะเราออกเดินทางต่อ ในตอนนี้ผมเลือกใช้โหมด Sport กับ Tour เป็นหลัก ซึ่งให้ความรู้สึกแตกต่างกัน โดยโหมด Sport มีลักษณะเหมือนการที่อัตราทดสูงหรือสเตอใหญ่ อัตราการเปลี่ยนเกียร์ลากรอบได้มากขึ้นในแต่ละเกียร์ คล้ายคลึงกับเราขับรถสปอร์ตที่ให้ความรู้สึกสนุกสนาน เล่นโค้งอย่างเมามัน (ก็มันถูกออกแบบมาเพื่อสิ่งนี้) การเข้าเกียร์ แม้จะเป็นระบบเกียร์ออโต้  แต่การบิดคันเร่งมีความดุดัน การตอบสนองค่อนข้างไว ในขณะที่โหมด Tour มีความหน่วงดึงเช่นเดียวกับ Rain แต่ไม่มากเท่า การขับขี่เหมือนกับรถใส่สเตอเล็กๆ เพื่อใช้วิ่งในเส้นทางยาวๆ การเร่งแซงทำได้ดีกว่าโหมด Rain แต่ไม่เท่าโหมด Sport อย่างแน่นอน ให้ความรู้สึกสบายๆ เหมือนรถ Touring ทั่วไป

การขี่ช่วงนี้รถค่อนข้างทิ้งระยะกันพอสมควร ทำให้ได้ทดลองใช้ฟังก์ชั่นต่างๆ ของรถ เริ่มจากเปิดวิทยุ การรับคลื่นค่อนข้างดี เสียงชัดเจนไม่มีคลื่นแทรก (ความเร็วรถอยู่ที่ 120 ไมล์/ชม. หรือประมาณ 190 กม./ชม.) ลำโพงถูกติดตั้งอยู่บริเวณใต้แผงไมล์ซ้าย-ขวา และปีกพนักพิงคนซ้อนซ้าย-ขวา ซึ่งถูกดีไซน์ได้สวยงามลงตัว เสียงที่ออกมาฟังชัดเจนดีแม้จะใส่หมวก full face อยู่ก็ตาม จากนั้นเราได้ลองเชื่อมต่อ iPhone กับ Apple Car Play  โดยเสียบสาย USB ที่มีอยู่ในช่องเก็บของตรงกลางด้านหน้า หน้าจอ iPhone ก็ปรากฎขึ้นบนหน้าจอ LCD ขนาด 7” บนตัวรถทันที (Siri ก็ขึ้นลิงค์ถามบนหน้าจอ LCD ‘คุณต้องการให้ Siri ช่วยอะไรคะ?’ ผมถึงกับอมยิ้มเลยทีเดียว) และลองเชื่อมต่อ Bluetooth ที่หมวกกันน็อคกับตัวรถ ซึ่งทุกอย่างทำได้ง่าย ไม่ซับซ้อน สำหรับคนที่ตามเทคโนโลยีไม่ค่อยทันแบบผม

ช่องเก็บของตรงกลางมีความสะดวกในการใช้งานอย่างมาก (สำหรับรุ่นที่มี Airbag ถุงลมนิรภัยจะถูกบรรจุไว้ที่ตำแหน่งนี้) เปิด – ปิดง่ายมากแม้ขณะขับขี่ ผมเก็บมือถือไว้ตรงนี้ มีบางช่วงขณะขับขี่ก็ถือโอกาสหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปได้อย่างสะดวก (เป็นพฤติกรรมที่ไม่ดี ไม่ควรเลียนแบบนะจ๊ะ) ชิลด์กันลมด้านหน้าสามารถปรับระดับสูง-ต่ำได้ด้วยสวิตไฟฟ้า (อันนี้ชอบมากกกก) ผมลองปรับระดับขึ้นมาสูงสุด ขี่ด้วยความเร็ว 120 ไมล์/ชม. ในทางตรง ชิลด์สามารถป้องกันลมได้ดี ลมไม่ปะทะร่างกายและหมวกกันน็อคเลย (ผมสูงเกือบ 180 ซม.)

บางเส้นทางเป็นทางฝุ่น หินกรวด สีส้มอ่อนๆ ไม่ใช่ดินแดงแบบบ้านเรา การมี ABS ที่มีเสถียรภาพในการใช้งานสามารถสร้างความมั่นใจในการเบรคเป็นอย่างมาก ชุดระบบช่วงล่างรองรับการสั่นสะเทือนในการวิ่งบนถนนเส้นนี้ได้เป็นอย่างดี โดยมีระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นระบบ Double Wish Bond และระบบกันสะเทือนหลังแบบ Pro-Link ได้ทำหน้าที่รับแรงสั่นสะเทือนของตัวรถได้อย่างดีเยี่ยม เบาะเป็นตัวช่วยอีกหนึ่งอย่าง ทำให้ไม่รู้สึกว่าวิ่งอยู่บนทางฝุ่น ถนนไม่เรียบ นั่งสบาย ไม่มีอาการเมื่อยหรือปวดหลังเลย อาจเป็นเพราะการดีไซน์ท่าขี่ของผู้ออกแบบรถ Gold Wing 2018 ร่วมด้วยอย่างแน่นอน เพราะเวลาอยู่เมืองไทย รถเกือบทุกคันที่ผมเคยใช้ไม่ว่าจะ standard หรือ custom บางคันใส่เบาะเจล ขับขี่ระยะทาง 300-400 กม. ก็จะเกิดอาการเมื่อยก้นกบ บั้นเอว แต่อาการนี้ไม่เกิดขึ้นเลยตลอดทริปของการขับขี่ 400-500 ไมล์ (600-800 กม.)

ช่วงเย็นคณะของเราก็ได้เดินทางถึงเมือง San Antonio St. Frederickburg และมุ่งหน้าสู่ที่พักของเราในค่ำคืนนี้ ในเส้นทางนี้ผมลองเลือกใช้โหมด Econ เพราะเป็นการขับขี่ในตัวเมือง จุดเด่นคือช่วยในเรื่องของการประหยัดน้ำมัน แต่ก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันต่างจากโหมดอื่นอย่างไร เนื่องจากมีเวลาในการทดสอบน้อย และไม่ได้ทำการทดสอบในจุดนี้อย่างละเอียด ถึงแม้ตัวรถจะดูเหมือนมีขนาดใหญ่ แต่การขับขี่ในตัวเมืองก็ถือว่าคล่องตัวมากเลยทีเดียว การเลี้ยวในพื้นที่แคบก็ทำได้ค่อนข้างดีในระดับหนึ่ง เมื่อมาถึงที่พัก Barons Creek Side รีสอร์ทเรือนไม้สไตล์คันทรีให้ความรู้สึกอบอุ่นเป็นอย่างมาก คณะเราแยกย้ายกันไปเก็บสัมภาระ พักผ่อนกันตามอัธยาศัย (ได้บ้านกันคนละหลังเลยทีเดียว) ก่อนจะออกมาดินเนอร์ร่วมกัน พูดคุยและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันอย่างสนุกสนานที่ร้านอาหาร The Club ซึ่งอยู่ภายในรีสอร์ท

วันที่สี่: กลับออสติน

เช้าวันนี้เรานัดกันเคลื่อนขบวนกันตอน 9 โมงเช้า ซึ่งก็เหมือนทุกวัน ผมตื่นเร็วอีกแล้ว! หลังจากเก็บสัมภาระเรียบร้อย ประมาณ 6 โมงเช้าผมก็ออกมาที่ล็อบบี้ ได้พบทีมงานฮอนด้า อเมริกา กำลังจัดเตรียม ทำความสะอาด และตรวจสอบความเรียบร้อยของรถอยู่ก่อนแล้ว ในวันนี้ช่วงเช้าฝนจะตก ซึ่งเป็นปกติของที่นี้ในช่วงนี้ เมื่อถึงเวลานัดหมาย ทุกคนพร้อม คณะเราก็เคลื่อนตัวออกจาก St. Frederickburg สู่ออสติน

วันนี้ผมกล้าที่จะลองระบบของรถในโหมดต่างๆ มากขึ้น ทั้งระบบเบรค (แอบกระแทกเบรคแรงๆ อยู่ 2-3 ช่วง) พบว่าระบบ ABS ทำงานได้ดี ฉับไว เมื่อกระแทกเบรคหลัง ทำให้ล้อไม่ลื่นฟรี ตามแรงกระแทกเบรค ระบบเกียร์ upshifts – downshifts มีความนุ่มนวลมาก การเร่งเกียร์ shiftup – shiftdown สนุกจนคิดว่าใช้รถ manual อยู่กันเลยทีเดียว ด้วยระบบเครื่องยนต์ที่ออกแบบมาเฉพาะรุ่นสามารถลดการดึงกระชากของการเปิดคันเร่งได้เป็นอย่างดี การผ่อนคันเร่ง การกระตุกจากเกียร์ที่สูงเกินไป ด้วยความอัจฉริยะของกล่องควบคุมสามารถลดเกียร์ลงมาอัตโนมัติ ช่วยลดการกระตุกลงมาได้ทันท่วงที

เนื่องจากฝนน้อย อากาศค่อนข้างดี ระหว่างทางจึงลองลดระดับชิลด์ลงมาอยู่ที่ระดับต่ำสุด แรงแหวกอากาศของรถวิ่งมาโดนหมวกกันน็อคแบบเต็มๆ ถึงกับหมวกสั่นกันเลยทีเดียว เลยรีบสไลด์ชิลด์ขึ้นแทบไม่ทัน เมื่อกลับถึงรีสอร์ท ต่างคนก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน ส่วนผมก็ได้นำรถออกไปขี่ในระแวกใกล้ๆ รีสอร์ทเพื่อเก็บภาพบรรยากาศ และเนื่องจากไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอนของเรา จึงไม่มีความชำนาญในพื้นที่ ก็มีโอกาสได้ใช้ GPS นำทาง โดยได้ทำการกำหนดตำแหน่งที่ตั้งของรีสอร์ทไว้ที่รถเผื่อในกรณีที่หลงทาง ซึ่งก็ใช้งานง่าย บอกเส้นทางชัดเจน สามารถลิงค์เสียงให้ออกที่ Bluetooth ที่ติดกับหมวกกันน็อคได้เลย

สรุปจากการได้สัมผัสและทดลองใช้งาน Honda Gold Wing Tour DCT 2018 ครั้งนี้ ถือว่ามีความน่าสนใจทั้งรูปลักษณ์ภายนอกที่สามารถเทียบชั้นกับรถรุ่นใหญ่จากอเมริกาได้อย่างไม่น้อยหน้า ประกอบกับประสิทธิภาพ สมรรถนะ และฟังก์ชั่นต่างๆ ที่ออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ขับขี่เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะขนาดตัวของผู้ขับขี่แทบจะไม่เป็นอุปสรรคในการขับขี่รถคันนี้เลยแม้แต่น้อย ใครสนใจก็นั่งนับถอยหลังรอวันที่รถตัวนี้จะเข้ามาเปิดตัวในประเทศไทยและไปลองลิ้มชิมรสกันได้เลย รับประกันความสนุกในการขับขี่!    

ขอขอบคุณ บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ที่ให้โอกาสและเป็นธุระจัดการสิ่งต่างๆ ให้ ตั้งแต่เตรียมเอกสารขอวีซ่า การเดินทางและที่พักอันแสนสะดวกสบาย รวมถึงขอบคุณ Shift Up Magazine ที่ไว้วางใจมอบหมายหน้าที่ให้ผมได้ไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เรื่องราวต่างๆ และนำมาถ่ายทอดให้กับผู้อ่าน

Story: Pao Budda
Photo: American Honda Motor, Pao Budda
Special Thanks:

  • American Honda Motor
  • AP Honda
  • World Camera ที่สนับสนุนอุปกรณ์การถ่ายภาพในทริปนี้
  • 8080 Cafe ที่เอื้อเฟื้อชุดสำหรับใช้ในการ test ride ครั้งนี้